Last updated: 25 เม.ย 2569 | 228 จำนวนผู้เข้าชม |
หลังวิกฤตพลังงานโลกที่สร้างแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้าง ทั้งต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงและความผันผวนของราคาน้ำมัน ภาคขนส่งซึ่งยังคงพึ่งพาน้ำมันดีเซลเป็นหลักจึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สถานการณ์นี้ได้กลายเป็นแรงผลักสำคัญที่เร่งให้เกิดการวิจัยและพัฒนา “เชื้อเพลิงทางเลือก” ที่สามารถใช้ได้จริงควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในอนาคต
หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกจับตามองคือ “H-FAME” (Hydrogenated Fatty Acid Methyl Ester) หรือ“ไบโอดีเซลพรีเมียม (Premium Biodiesel) ผลงานวิจัยของนักวิจัยไทยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) นำโดย ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ และ ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ ที่ร่วมกันพัฒนาต่อยอดจากไบโอดีเซลแบบดั้งเดิมให้มีคุณภาพสูงขึ้นทั้งในด้านเสถียรภาพ การเก็บรักษาและประสิทธิภาพการใช้งาน ได้ก้าวข้ามจากห้องทดลองสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

จุดเด่นที่สำคัญของ “H-FAME” (Hydrogenated Fatty Acid Methyl Ester) หรือ Premium Biodiesel เชื้อเพลิงชีวภาพคุณภาพสูงจากน้ำมันปาล์ม ที่สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลเดิมได้ทันที (Drop-in Fuel) โดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ ช่วยลดต้นทุนการเปลี่ยนผ่าน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดฝุ่นPM ตอบโจทย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้งานจริง เพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับภาคพลังงานในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่ยั่งยืน
EV มาแน่…แต่ ยังไม่ใช่วันนี้ สำหรับทุกภาคส่วน

ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการจาก ENTEC สวทช. อธิบายภาพนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า แม้โลกกำลังเร่งเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว แต่ในความเป็นจริง “การเปลี่ยนผ่าน” ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทุกอุตสาหกรรม โดยเฉพาะภาคขนส่งเชิงพาณิชย์ เช่น รถบรรทุก ที่ยังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุนและโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เชื้อเพลิงทางเลือกอย่าง “H-FAME”เข้ามาเติมเต็มช่องว่างและเชื่อมโยงโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ โดยเฉพาะประเทศที่มีวัตถุดิบพร้อมอย่างน้ำม้นปาล์ม ลดการนำเข้าวัตถุดิบ เพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอย่างน้ำมันปาล์ม กระจายรายได้สู่ภาคเกษตร ไปจนถึงการช่วยสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานในระยะยาว ซึ่งจะช่วยพาประเทศไทยเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050
ดร.พีรวัฒน์ ยังสะท้อนภาพทิ้งท้ายอีกว่า “ระหว่าง พลังงานเดิม กับ พลังงานอนาคต H-FAME อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่คือคำตอบที่ ใช้ได้จริงในวันนี้ และ“บทบาทของเราคือพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศมีเครื่องมือเดินไปสู่พลังงานสะอาดได้จริง”
“ไบโอดีเซลเดิม” สู่เชื้อเพลิงพรีเมียม

ในเชิงเทคโนโลยี ดร.ศุภฤกษ์ เห็นประเสริฐแท้ นักวิจัย ENTEC อธิบายว่า“H-FAME ได้แก้จุดอ่อนสำคัญของไบโอดีเซลแบบเดิมที่เสื่อมสภาพง่าย ด้วยกระบวนการ Partial Hydrogenation ปรับโครงสร้างโมเลกุล ทำให้เชื้อเพลิงมีความเสถียรสูงขึ้น ค่าความเป็นกรดต่ำลง ต้านการเกิดออกซิเดชันได้มากกว่า 3 เท่า เทคโนโลยีนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของนักวิจัยกว่า 15 ปีก่อน และต่อยอดจนสามารถขยายสเกลสู่ระดับอุตสาหกรรมได้"
ด้วยคุณสมบัติของ H-FAME ไม่ได้อยู่แค่เรื่องคุณภาพน้ำมัน แต่ยังตอบโจทย์ใหญ่ของประเทศ ทั้งการลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 50% ลดฝุ่น PM ได้สูงสุด 86% และเสริมความมั่นคงทางพลังงาน เพราะสามารถผลิตได้เองจากวัตถุดิบในประเทศ ในด้านราคา เราผลิตได้ในระดับต้นแบบ 500 ลิตรต่อวัน และมีแผนขยายสู่ระดับโรงกลั่นสาธิต ในระดับ 10,000–30,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งจะมีต้นทุนสูงกว่าน้ำมันดีเซลประมาณ 2 บาทต่อลิตร แต่มีแนวโน้มลดลงเมื่อขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ปัจจุบันอยู่ระหว่างหารือกับผู้ประกอบการไบโอดีเซลในประเทศ โดยคาดว่าจะเห็นความร่วมมือภายในปีนี้
ด้านกระบวนการผลิตไม่ได้ซับซ้อนมากหัวใจสำคัญอยู่ที่กรรมวิธีในการผลิตซึ่งได้ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว เทคโนโลยีนี้ยังช่วยยืดอายุการใช้งานตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้ต้นทุนลดลงในอนาคต และใช้วัตถุดิบจากน้ำมันปาล์มในประเทศ ซึ่งไทยยังมีกำลังการผลิตเหลืออีกมาก

อย่างไรก็ตาม การผลักดันสู่เชิงพาณิชย์ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐ ทั้งในด้านนโยบายและมาตรฐานการใช้งาน มุมมองสำคัญ: H-FAME อาจไม่ใช่แค่เชื้อเพลิงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็น “ตัวแปรใหม่” ของอุตสาหกรรมพลังงานไทย ที่เชื่อมทั้งเศรษฐกิจปาล์มน้ำมัน สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงพลังงานเข้าด้วยกัน”
จากแล็บสู่ถนนจริง การทดสอบกับภาคเอกชน

ในด้านการใช้งานจริง ได้มีการทดสอบกับภาคเอกชน 3 บริษัท คือ ฮิดากาโดโก ไทยโอบายาชิและซัน อัพ รีไซคลิง ครอบคลุมทั้งงานโลจิสติกส์ ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมเคมี โดยใช้ในรูปแบบ B100 กับรถโฟล์คลิฟท์ เครื่องจักรก่อสร้าง และมีการใช้งานต่อเนื่องถึง 3,000 ลิตรต่อวัน ผลลัพธ์คือสามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น ไม่มีปัญหา สะท้อนความพร้อมในการใช้งานจริงทันที รวมถึงการทอดสอบกับรถกระบะอีซูซุที่วิ่งจริงกว่า 10,000 กิโลเมตร ไม่พบปัญหาพร้อมลดควันไอเสียได้อย่างชัดเจน สำหรับการผลิตไบโอดีเซลในประเทศไทยไม่ได้ส่งผลกระทบเนื่องจากกำลังการผลิตประมาณ 11 ล้านลิตรต่อวัน ปัจจุบันใช้เพียง 3–5 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้น ความต้องการใช้ยังไม่สูง ส่งผลให้ยังมีศักยภาพการผลิตเหลืออีกมากซึ่งเพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า เทคโนโลยีมีความพร้อม การใช้งานจริงพิสูจน์แล้ว และกำลังการผลิตก็รองรับได้ เหลือเพียงการผลักดันด้านตลาดและการใช้งานให้เพิ่มขึ้น เพื่อปลดล็อกศักยภาพของไบโอดีเซลในฐานะพลังงานทางเลือกของประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
เสียงจากภาคธุรกิจ: “คุ้มที่จะจ่าย เพื่อความยั่งยืน”

คุณสยามณัฐ พนัสสรรณ์ กรรมการผู้จัดการ ซัน-อัพ รีไซคลิง จำกัด หนึ่งในผู้ใช้งานจริง ที่มองว่า พลังงานไม่ใช่แค่เรื่อง “ต้นทุน” แต่คือความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ซัน-อัพ รีไซคลิง พบว่าการลดคาร์บอนในงานขนส่งยังเป็นโจทย์ยาก โดยเฉพาะข้อจำกัดของรถบรรทุกไฟฟ้า เราจึงเลือกใช้ H-FAME ซึ่งเป็นไบโอดีเซลพรีเมียมแบบ Drop-in Fuel ที่ใช้กับเครื่องยนต์เดิมได้ทันที ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม แม้ราคาสูงกว่าดีเซลเล็กน้อย แต่ถือเป็นต้นทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร และยังลด Scope 3 ให้ลูกค้า ทำให้ทั้งห่วงโซ่อุปทานยั่งยืนขึ้น ขณะเดียวกัน H-FAME ยังช่วยเสริมความมั่นคงทางพลังงาน เพราะผลิตได้ในประเทศ ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก จึงไม่ใช่แค่พลังงานทางเลือก แต่เป็นคำตอบที่ใช้งานได้จริงในช่วงเปลี่ยนผ่าน สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและเป้าหมาย Net Zero อย่างยั่งยืน
พลังงานทางเลือกของประเทศ”ที่ภาครัฐต้องผลักดันเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน

ประเทศไทยยังมีกำลังการผลิตไบโอดีเซลเหลืออยู่จำนวนมาก แต่ยังใช้ไม่เต็มศักยภาพ การผลักดัน H-FAME จึงไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานสะอาด แต่ยังเป็น “กลไกเศรษฐกิจ” ที่ช่วยดูดซับผลผลิตปาล์มน้ำมัน สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ในภาพใหญ่ H-FAME จึงเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงทั้งด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน และอาจกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ไทยเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การผลักดัน H-FAME จากภาครัฐ โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเพิ่มการใช้ไบโอดีเซล (B100) ให้เกิดขึ้นจริงในระดับอุตสาหกรรม จึงไม่ใช่เพียงแค่การตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมหรือการลดการปล่อยคาร์บอนตามนโยบายของประเทศเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการวาง “นโยบายพลังงานเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ผู้ผลิต และภาคขนส่ง ให้เติบโตไปพร้อมกัน เมื่อพลังงานสะอาดสามารถผลิตและใช้ได้ภายในประเทศ ก็ยิ่งช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า เสริมความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้านิทรรศการผลงาน H-FAME ได้ที่งานประชุมวิชาการประจำปีสวทช. หรือ NAC2026 ได้ในวันที่ 24, 27-28 เม.ย. 69 เวลา 9:00 - 16:30 น. ณ อาคารศูนย์ประชุมอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี และผู้ประกอบการที่สนใจร่วมทดสอบใช้งานจริง หรือสนใจต่อยอดขยายปริมาณการผลิต H-FAME ในโครงการต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนภาคขนส่งไทยสู่สังคมคาร์บอนตํ่า สามารถติดต่อได้ที่ ดร.พีรวัฒน์ สายสิริรัตน์ หัวหน้าโครงการและหัวหน้าทีมวิจัยพลังงานทดแทนและประสิทธิภาพพลังงาน กลุ่มวิจัยพลังงานคาร์บอนต่ำ ENTEC สวทช. E-mail: peerawat.sai@entec.or.th โทร. 02 564 6500 ต่อ 4747