ไบโอเทค-สวทช. โชว์โรงเรือนอัจฉริยะ Plant Factory ปั้นสมุนไพรไทยเกรดพรีเมียม หนุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงแข่งขันตลาดโลก

Last updated: 2 ก.ค. 2569  |  75 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ไบโอเทค-สวทช. โชว์โรงเรือนอัจฉริยะ Plant Factory ปั้นสมุนไพรไทยเกรดพรีเมียม หนุนอุตสาหกรรมมูลค่าสูงแข่งขันตลาดโลก

ไบโอเทค สวทช. เปิดศักยภาพ "Plant Factory" หรือโรงงานผลิตพืชอัจฉริยะ นวัตกรรมที่สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของพืชและ "สั่ง" ให้พืชสร้างสารสำคัญได้ตามต้องการ ชูจุดเด่นการผลิตสมุนไพรคุณภาพสูง ปลอดสารตกค้าง และมีปริมาณสารสำคัญสม่ำเสมอ รองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยา อาหารฟังก์ชัน เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพ พร้อมประกาศความพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมพัฒนาธุรกิจกับภาคเอกชน เพื่อยกระดับสมุนไพรไทยสู่ตลาดมูลค่าสูงระดับโลก

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ไบโอเทค สวทช. เปิดบ้านต้อนรับสื่อมวลชน ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี พาเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการและโรงงานผลิตพืชอัจฉริยะ (Plant Factory) ต้นแบบการผลิตพืชมูลค่าสูงในระบบควบคุมสภาพแวดล้อม โดยนำเสนอการเพาะปลูกสมุนไพรสำคัญ ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร บัวบก และกะเพรา พร้อมสาธิตการทำงานจริงของระบบ

ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง

หัวใจสำคัญของ Plant Factory คือการเปลี่ยนรูปแบบการปลูกพืชจากการพึ่งพาสภาพธรรมชาติ มาเป็นการควบคุมทุกปัจจัยการผลิตด้วยวิทยาศาสตร์ ทั้งแสง อุณหภูมิ ความชื้น ธาตุอาหาร และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้สามารถผลิตพืชที่มีสารสำคัญในระดับสูงได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ภายใต้แนวคิด "ปลูกสั่งได้ สารสำคัญสูง" ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับสมุนไพรไทยจากสินค้าเกษตรสู่การเป็นวัตถุดิบมาตรฐานสำหรับอุตสาหกรรมมูลค่าสูง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ปัญหาสำคัญของการใช้สมุนไพรในภาคอุตสาหกรรม คือปริมาณสารสำคัญที่ไม่สม่ำเสมอในแต่ละรอบการผลิต รวมถึงความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารเคมี ยาฆ่าแมลง และโลหะหนัก ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการผลิตสินค้าในระดับอุตสาหกรรม
Plant Factory จึงเข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตได้รวดเร็ว มีคุณภาพสม่ำเสมอ และปลอดภัย เหมาะสำหรับการผลิตวัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อป้อนอุตสาหกรรมยา อาหารฟังก์ชัน เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ต้องการมาตรฐานระดับสากล

"วันนี้บทบาทของไบโอเทคไม่ได้มีเพียงการทำวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่พร้อมเป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน และผลักดันให้เกิดธุรกิจใหม่จากงานวิจัยของไทย" ดร.เชาวรีย์ กล่าว

ปัจจุบัน ไบโอเทคให้บริการแก่ภาคเอกชนครอบคลุมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การให้คำปรึกษาด้านการออกแบบโรงเรือน ระบบแสง สูตรการปลูก และการร่วมวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะทาง โดยย้ำว่าเป้าหมายของหน่วยงานไม่ใช่การจำหน่ายระบบ Plant Factory แต่ต้องการทำหน้าที่เป็น "Technology Partner" หรือเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ

พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชน

ด้าน ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ หัวหน้าทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ระบบ Plant Factory เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ วิศวกรรม และเกษตรอัจฉริยะ โดยสามารถควบคุมช่วงคลื่นและความเข้มของแสงจากหลอด LED อุณหภูมิ ความชื้น ธาตุอาหาร และระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อกระตุ้นให้พืชสร้างสารสำคัญเป้าหมายได้สูงกว่าการปลูกแบบทั่วไป
ระยะแรกทีมวิจัยมุ่งพัฒนาสมุนไพรไทยที่เป็น Product Champion ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร บัวบก กะเพรา และขมิ้นชัน ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมจนถึงระดับการผลิต (Production Scale) ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมในการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนแล้ว

ปัจจุบันทีมวิจัยประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบผลิตพืชเศรษฐกิจและสมุนไพรหลายชนิด ได้แก่ บัวบก ฟ้าทะลายโจร กะเพรา ตำแยแมว เคล คะน้าฮ่องกง ผักสลัด มะเขือเทศเชอร์รี และไมโครกรีน รวมถึงมีความพร้อมด้านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อและการคัดเลือกสายพันธุ์ที่มีสารสำคัญสูง เพื่อส่งต่อให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ไบโอเทคยังเริ่มศึกษาวิจัยพืชเศรษฐกิจจากต่างประเทศ ได้แก่ วาซาบิ หญ้าฝรั่น (Saffron) และชิโสะเขียว เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต

ดร.ประเดิม กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จุดยืนของไบโอเทคคือการร่วมออกแบบระบบ ร่วมวิจัย และร่วมสร้างองค์ความรู้กับผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น บริษัทถกลศรีฟาร์ม ผู้ผลิตและส่งออกผลไม้ไทยรายใหญ่ ซึ่งเตรียมร่วมวิจัยฟ้าทะลายโจรกับไบโอเทค ตั้งแต่ระดับห้องปฏิบัติการจนถึงการขยายกำลังการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การลงทุนมีความคุ้มค่าและสามารถแข่งขันในตลาดได้จริง

ขณะเดียวกัน ไบโอเทคและภาคเอกชนยังอยู่ระหว่างวางแผนนำพลังงานจากโซลาร์เซลล์มาใช้ทดแทนไฟ LED เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานของโรงงานผลิตพืช โดยปัจจุบันโรงงานผลิตพืชขนาดเริ่มต้นประมาณ 100 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุนราว 2-3 ล้านบาท
สายพันธุ์พร้อมใช้ ผลผลิตสูงกว่าการปลูกทั่วไป

ปัจจุบัน ฟ้าทะลายโจรพันธุ์ราชบุรี บีที-1 ได้รับการรับรองจากกรมวิชาการเกษตรแล้ว โดยให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6,000 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เทียบกับการปลูกแบบทั่วไปที่ให้ผลผลิตประมาณ 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
ส่วนบัวบกมี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ไบโอบก 143 และไบโอบก 296 ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรแล้ว ขณะที่กะเพราพันธุ์เขียวไบโอเทค 1 และกะเพราแดงไบโอเทค 2 อยู่ระหว่างยื่นขอการรับรองจากกรมวิชาการเกษตร โดยทุกสายพันธุ์ได้จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

การเปิดบ้าน Plant Factory ครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นการแสดงผลงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความพร้อมของ สวทช. ในการผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ผ่านการเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับภาคธุรกิจ เพื่อเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตสมุนไพรเกรดพรีเมียมและสารสกัดมูลค่าสูงของภูมิภาคในอนาคต
ผู้ประกอบการที่สนใจรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการ สามารถติดต่อ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ โทรศัพท์ 02-564-6700 ต่อ 3979 หรืออีเมล praderm@biotec.or.th

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้