ถึงเวลาหรือยังที่รัฐต้องใช้ E-Nose ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 ให้ชัดก่อนประชาชนป่วยเพิ่ม

Last updated: 19 ก.พ. 2569  |  83 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ถึงเวลาหรือยังที่รัฐต้องใช้ E-Nose ชี้เป้าต้นตอ PM2.5 ให้ชัดก่อนประชาชนป่วยเพิ่ม

สวทช. เปิดเวที NSTDA x Press Interviews ดึงนักวิจัยร่วมถอดรหัสนวัตกรรมรับมือวิกฤตฝุ่น PM2.5 พร้อมเปิดตัว “e-Nose” จมูกอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ จำนวน 100 เครื่อง ติดตั้งรอบประเทศ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 70 ซึ่งมีพื้นที่นำร่อง 5 โซนสำคัญ ทำหน้าที่ “ดมกลิ่น” วิเคราะห์และสืบหาแหล่งกำเนิดฝุ่นจากการเผาไหม้ทั้งภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบเทคโนโลยีดังกล่าวถูกวางบทบาทเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างฐานข้อมูลที่แม่นยำระดับสูง เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ เปลี่ยนการแก้ปัญหาจากการรับมือปลายเหตุ สู่การชี้ต้นตออย่างตรงจุดและยั่งยืน


ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เปิดเผยถึงยุทธศาสตร์การวิจัย ว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นโจทย์ท้าทายระดับชาติที่ นาโนเทค สวทช. ให้ความสำคัญสูงสุดและมีการขับเคลื่อนงานวิจัยหลาย ๆ ด้าน การเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวไม่อาจแยกออกจากความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ ล้วนต้องตั้งอยู่บนฐานคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยเหตุนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จึงให้ความสำคัญกับงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมจริง ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมเพื่ออากาศที่สดชื่น น้ำสะอาด และการลดการปล่อยคาร์บอน    ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กลายเป็นความกังวลใกล้ตัวของคนไทย

หนึ่งในผลงานที่สะท้อนความก้าวหน้าด้านนี้ คือ เทคโนโลยีแผ่นกรองฝุ่นประสิทธิภาพสูงจาก ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อป้องกันและลดการรับสัมผัสฝุ่นละอองขนาดเล็กโดยตรง


แต่ในครั้งนี้ จุดเด่นอยู่ที่ “E-Nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมืออัจฉริยะที่สามารถจำแนกและตรวจแยกลักณะของฝุ่น โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 ที่เป็นมลพิษทางอากาศ เทคโนโลยีนี้ทำหน้าที่เสมือน “นักสืบกลิ่น” วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของอนุภาค เพื่อระบุแหล่งกำเนิดได้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยให้การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการปลายเหตุ แต่สามารถชี้เป้าต้นตอของมลพิษได้อย่างเป็นระบบ

ที่สำคัญ E-Nose ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นทดลอง แต่ถูกนำไปใช้ในหลากหลายภาคส่วนแล้ว เช่น การตรวจวัดคุณภาพในกระบวนการผลิตถุงมือยาง  การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และการตรวจสอบกลิ่นและสารระเหยในโรงงานอุตสาหกรรม การต่อยอดสู่การตรวจวัดฝุ่น PM2.5 จึงเป็นการประยุกต์องค์ความรู้เดิมสู่โจทย์สิ่งแวดล้อมระดับประเทศ


นอกจากนี้ สวทช. และนาโนเทค ยังทำงานร่วมกับพันธมิตรหลายหน่วยงาน อาทิ กรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีการลงนามความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนาแนวทางจัดการคุณภาพอากาศและฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้นำระบบ E-Nose ไปติดตั้งที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เพื่อตรวจจับและเฝ้าระวังการปล่อยฝุ่นจากแหล่งกำเนิดโดยตรง  การใช้เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์แบบเรียลไทม์ในพื้นที่จริง ช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดข้อถกเถียง และสร้างข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ดร.อุรชา ย้ำว่า เป้าหมายของการพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อม ไม่ได้หยุดเพียงการสร้างเครื่องมือ แต่คือการสร้าง “ระบบจัดการ” ที่อาศัยข้อมูลแม่นยำเป็นฐาน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน และให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจ

“ลายเซ็นฝุ่น” เบาะแสที่ตาเปล่ามองไม่เห็น


ดร.รุ่งโรจน์ เมาลานนท์ จากทีมวิจัยวิศวกรรมกระบวนการและระบบตรวจติดตาม อธิบายหลักการทำงานว่า ฝุ่น PM2.5 จากแต่ละแหล่งกำเนิดมี “Signature” หรือองค์ประกอบทางเคมีต่างกัน

“ฝุ่นจากการเผาชีวมวล การจราจร อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ฝุ่นทุติยภูมิจากปุ๋ยไนโตรเจนในดิน ล้วนมีลายเซ็นแตกต่างกัน ระบบ e-Nose สามารถแยกแยะได้”

ทีมวิจัยเตรียมส่งระบบต้นแบบ 100 เครื่อง ลงตรวจติดตามใน 5 พื้นที่นำร่อง ได้แก่ พื้นที่โล่ง (ค่าอ้างอิง), แปลงนาข้าว, ไร่ข้าวโพด, สวนผลไม้ และป่าธรรมชาติ โดยจะมีการใช้ AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ขั้นสูง   ระบบจะผสาน AI และแบบจำลองคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Real-time ผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้ทราบว่า PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในวันหนึ่ง ๆ เกิดจากลมพัดควันจากพื้นที่ใด หรือเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในแปลงเกษตรเอง  ความละเอียดระดับนี้ช่วยให้รัฐเข้าไปแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ต้องสุ่มตรวจแบบหว่านแหเหมือนในอดีต ดร.รุ่งโรจน์ เผย

การทดสอบภาคสนาม ลดข้อขัดแย้งด้วยข้อมูลวิทยาศาสตร์


ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จ.ลำปาง ความร่วมมือกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ถูกยกเป็นกรณีศึกษา โดยนายวิรัตน์ คำพรม หัวหน้ากองปฏิบัติการเหมือง ฝ่ายการผลิตเหมืองแม่เมาะ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  ระบุว่า นวัตกรรมนี้ช่วยให้การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมมีหลักฐานเชิงประจักษ์

“ข้อมูลที่ได้ช่วยให้เราทำงานร่วมกับชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการกล่าวโทษโดยไม่มีมูล แต่ใช้ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ยืนยันแหล่งกำเนิดที่แท้จริง”  การมีข้อมูลชัดเจน ไม่เพียงลดแรงเสียดทานในพื้นที่ แต่ยังเพิ่มความโปร่งใสในการสื่อสารกับสังคม

ด้าน กรมควบคุมมลพิษ มองเทคโนโลยีนี้ในมิติระดับประเทศและเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของนโยบายอากาศสะอาด  ดร.ศักดา ตรีเดช ผู้อำนวยการส่วนนวัตกรรมคุณภาพอากาศและเสียง ชี้ว่า หัวใจของการควบคุมมลพิษคือ "ข้อมูลที่แม่นยำ" (Precision Monitoring)   ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ชี้เป้าแหล่งกำเนิดฝุ่นได้ตรงจุด e-Nose จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการสร้างฐานข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อจัดทำมาตรการ บังคับใช้กฎหมาย และวางกรอบนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด”  นั่นหมายความว่า จากนี้ไป การออกมาตรการควบคุมฝุ่นจะอิงหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์  การกระจาย e-Nose 100 เครื่อง ในพื้นที่โล่ง นาข้าว ไร่ข้าวโพด สวนผลไม้ และป่าธรรมชาติ จึงเป็นมากกว่าการทดลองภาคสนาม แต่คือก้าวสำคัญของ “Precision Monitoring” ที่จะเปลี่ยนการจัดการ PM2.5 จากการตั้งรับ สู่การจัดการเชิงรุก

ในวันที่ฝุ่นยังปกคลุมหลายจังหวัด ความหวังอาจไม่ได้อยู่ที่ลมพัดผ่าน แต่อยู่ที่ข้อมูลแม่นยำระดับโมเลกุล ซึ่งกำลังกลายเป็นรากฐานใหม่ของนโยบายอากาศสะอาดไทย.และเป็นตัวชีวัดในการวางกรอบนโยบายที่สำคัญของรัฐที่จะนำไปใช้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

นักวิชาการ หน่วยงานรัฐ–เอกชน ตลอดจนผู้สนใจด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เทคโนโลยี และนโยบายสาธารณะ ไม่ควรพลาดเวทีสำคัญในงานประชุมวิชาการประจำปี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NAC2026) ที่จะพาเปิดมุมมองใหม่ของการแก้ปัญหา PM2.5 อย่างเป็นระบบ


เวทีนี้จะชี้ให้เห็นว่า “e-Nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้เป็นเพียงงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ แต่กำลังก้าวสู่เครื่องมือภาคสนามที่ช่วยระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นได้แม่นยำ สนับสนุนการกำหนดนโยบายอากาศสะอาด และเตรียมความพร้อมต่อร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

การรวมตัวของผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ผู้บริหารเมือง และผู้ใช้งานจริงจากพื้นที่ เช่น กรณีศึกษาเหมืองแม่เมาะ จะทำให้ผู้เข้าร่วมได้เห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย เทคโนโลยี และบทเรียนการใช้งานจริง พร้อมแนวทางขยายผลสู่เมืองใหญ่

นี่คือโอกาสสำคัญในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อน “อากาศสะอาดอย่างยั่งยืน” ของประเทศ จากองค์ความรู้ สู่การปฏิบัติ และสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริง.


 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้