หมดปัญหาเรื่องผม... จุฬาฯ -มหิดล เปิดตัว AnthoRice Complex นวัตกรรมเซรั่มบำรุงรากผมจากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย

Last updated: 21 ธ.ค. 2568  |  317 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หมดปัญหาเรื่องผม... จุฬาฯ -มหิดล เปิดตัว  AnthoRice Complex นวัตกรรมเซรั่มบำรุงรากผมจากสารสกัดข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย

ปัญหาผมร่วง ผมบาง และผมขาวก่อนวัย อาจไม่ได้แก้ได้แค่การบำรุงภายนอกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่นักวิจัยชั้นนำของประเทศอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ มหาวิทยาลัยมหิดล หยิบขึ้นมาคิดต่ออย่างจริงจัง และหนึ่งในโครงการที่น่าจับตาในเวลานี้คือ AnthoRice Complex From Thai Soil to Global Science” นวัตกรรมเวชสำอางจาก ข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ของไทย ที่กำลังเดินหน้าสู่การพิสูจน์ประสิทธิภาพในระดับคลินิก

 


จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ไม่ได้อยู่ในห้องแล็บเท่านั้น แต่เริ่มจากแปลงนาของวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดพิจิตร วัตถุดิบจากข้าวไทยถูกคัดสรรและพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการวิจัยในห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล ก่อนต่อยอดเป็นสารสกัดเชิงซ้อนภายใต้ชื่อ AnthoRice™ Complex ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเส้นผมและหนังศีรษะในเชิงลึก  เป็นการผนึกกำลังกันเป็นครั้งแรกของสองมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เพื่อพัฒนาเวชสำอางแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำคือชุมชนเกษตรอินทรีย์ ปลายน้ำคือการผลิตภายใต้มาตรฐาน GMP ไปจนถึงการทดสอบทางคลินิกอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เวชสำอางทั่วไป แต่เป็นนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยงานวิจัยอย่างแท้จริง

AnthoRice™ Complex   นวัตกรรมเวชสำอางจากสารสกัดธรรมชาติของไทยสู่ตลาดโลก โดยยึดหลักความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคม เป็นโครงการวิจัยที่มุ่งยกระดับองค์ความรู้ด้านข้าวและสมุนไพรไทยใช้ฐานวิชาการด้านชีววิทยาของเซลล์รากผมมนุษย์ (dermal papilla cells) เชื่อมโยงกลไกระดับเซลล์เพื่อปูทางสู่การวิจัยเชิงคลินิกอย่างเป็นระบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือเชิงระบบระหว่างสถาบันการศึกษา นักวิจัย และภาคการแพทย์ในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การใช้จริงตามมาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร ชี้ถึงบทบาทมหาวิทยาลัยยุคใหม่ต้องไปไกลกว่าห้องเรียนและห้องแล็บ แต่คือการเชื่อม “ความรู้ นวัตกรรม ชีวิตผู้คน” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ กับคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล คือภาพสะท้อนของพลังพันธมิตรที่นำงานวิจัยสู่การใช้งานจริง สร้างคุณค่าตั้งแต่เกษตรกร ข้าวไทย ไปจนถึงสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมต่อยอดผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม และเปิดประตูสู่นวัตกรรมไทยบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ด้านความร่วมมือซึ่งเป็นการทดสอบทางคลีนิดโดย ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ระบุว่า ความร่วมมือระหว่างจุฬาฯ และมหิดล คือการยกระดับงานวิจัยจากหิ้งสู่การใช้งานจริงอย่างเป็นระบบ โดยนำผลงานวิชาการจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ มาต่อยอดสู่การทดสอบทางคลินิกที่โรงพยาบาลศิริราช สร้างความน่าเชื่อถือด้วยหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมเกษตรกร อุตสาหกรรม และภาคเอกชน จนพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้จริง โมเดลความร่วมมือนี้ไม่เพียงพบได้ยากในไทย แต่ยังเป็นต้นแบบการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรและผลผลิตไทย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

จากเมล็ดข้าวในผืนนา สู่ขวดเซรั่มบนชั้นวางสินค้า AnthoRice ไม่ได้เป็นแค่งานวิจัยในห้องแล็บ แต่คือการเดินทางขององค์ความรู้ที่ค่อย ๆ เติบโตไปสู่การใช้จริง


รศ.ภก.ดร.วรสิทธิ์ วงศ์สุทธิเลิศ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ มองว่างานวิจัยสมุนไพรยุคนี้ “ไม่ควรหยุดแค่การค้นพบระยะแรก แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีข้อมูลจริง มีมาตรฐาน และนำไปใช้ได้จริง   สารสกัด AnthoRice จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของโมเดลงานวิจัยที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งขยายผลไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรและวัตถุดิบธรรมชาติชนิดอื่น ๆ ในอนาคต โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสิทธิผลตลอดกระบวนการ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ทุกขั้นตอนผ่านการควบคุมคุณภาพอย่างรอบด้าน


อีกด้านหนึ่งของความร่วมมือคือโลกของการแพทย์จริง ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย “ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่แค่ความรู้สึกหรือคำบอกเล่า” บทบาทของศิริราชจึงอยู่ที่การนำงานวิจัยจากห้องแล็บมาทดสอบในมนุษย์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สิ่งที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งในคลินิกและในชีวิตประจำวัน

เบื้องหลังทั้งหมดคือทีมวิจัยที่เริ่มต้นจากโจทย์เล็ก ๆ ของเกษตรกรไทย  ซึ่ง ศ.ภก.ดร.ปิติ จันทร์วรโชติ เล่าว่า เราเลือกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์จากเพชรบูรณ์และพิจิตร ซึ่งเคยเผชิญทั้งปัญหาราคาและสภาพอากาศ ถูกนำมาพัฒนาเป็นสารสกัดที่มีแอนโทไซยานินและสารต้านอนุมูลอิสระสูง “เราตั้งใจให้ข้าวไทยไปไกลกว่าการเป็นอาหาร แต่กลายเป็นนวัตกรรมที่ดูแลสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้”


วันนี้ AnthoRice ถูกพัฒนาเป็นเซรั่มบำรุงผมที่พร้อมออกสู่ตลาด และกำลังก้าวสู่การทดสอบทางคลีนิคในอาสาสมัครจริงและเมื่อการทดลองในมนุษย์แล้วเสร็จ     คาดว่าจะสามารถยกระดับผลิตภัณฑ์จากเครื่องสำอางเป็นเวชสำอางในอนาคตอันใกล้ซึ่งจะทำให้สามารถระบุสรรพคุณด้านการฟื้นฟูรากผมและการกระตุ้นการงอกของเส้นผมได้อย่างชัดเจนตามหลักวิชาการ ภายในระยะเวลาประมาณ 6 เดือนข้างหน้า

งานวิจัยโครงการ AnthoRice™ Complex สะท้อนแนวคิดใหม่ในการแก้ปัญหาผมร่วงและผมขาวก่อนวัย โดยมุ่งฟื้นฟูสุขภาพเส้นผมจากต้นเหตุระดับเซลล์รากผมแทนการดูแลเพียงภายนอก ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดจากสมุนไพรไทย 5 ชนิด ได้แก่ อัญชัน มะขามป้อม มะกรูด ถั่วเหลือง และรางจืด สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นยีนความเป็นสเต็มเซลล์ที่สำคัญในรากผม ได้แก่ OCT4, NANOG และ SOX2 เพิ่มขึ้นถึง 5–6 เท่า ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยคงศักยภาพการฟื้นตัวและการสร้างเส้นผมใหม่ของรากผม ขณะเดียวกัน สารสกัดจากข้าวไรซ์เบอร์รี่ ซึ่งเป็นมรดกทางพันธุกรรมของไทยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารแอนโทไซยานิน ยังแสดงศักยภาพในการกระตุ้นการสร้างเมลานิน หรือสารสีที่ทำให้เส้นผมมีสีดำ ผ่าน 2 กลไกทางชีววิทยาพร้อมกัน นับเป็นแนวทางใหม่ที่อาจช่วยชะลอหรือฟื้นฟูภาวะผมขาวก่อนวัย ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาต่อยอดในระดับคลินิก

 

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเส้นผม แต่เป็นเรื่องของการเชื่อมโยง เกษตรกร วิทยาศาสตร์ การแพทย์ และไลฟ์สไตล์คนเมือง เข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน งานวิจัยที่เริ่มจากผืนดินไทย กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และอาจเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่พานวัตกรรมไทยไปไกลกว่าที่คิด

AnthoRice™ Complex  จึงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม แต่เป็นตัวแทนของไลฟ์สไตล์ใหม่ ที่เลือกใช้ความงามจากธรรมชาติ ผ่านการรับรองด้วยวิทยาศาสตร์ระดับโลก พร้อมสร้างนวัตกรรมของคนไทยก้าวสู่ตลาดสากลอย่างมั่นใจ

ขณะนี้ AnthoRice™ Complex   อยู่ระหว่างการทดสอบทางคลินิกที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ โดยมุ่งประเมินผลในประเด็นสำคัญที่ผู้ใช้ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นความหนาแน่นของเส้นผม การเปลี่ยนแปลงของสีผม รวมถึงสุขภาพของหนังศีรษะ เพื่อยืนยันทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนนำไปใช้จริงในวงกว้าง


ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ โครงการนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ผลงานวิจัยในห้องแล็บ แต่มีการลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ บริษัท จุฬาฟาร์เทค จำกัด และ บริษัท ไทธนบุรี คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ และเปิดโอกาสให้เวชสำอางจากข้าวไทยก้าวสู่ตลาดในอนาคต

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้