Last updated: 17 ส.ค. 2569 | 74 จำนวนผู้เข้าชม |
ใครจะไปคิดว่าอาหารอร่อยๆ ที่เรากินกันไม่หมด หรืออาหารส่วนเกินจากห้างร้านที่ยังคุณภาพดี จะกลายเป็น "มูลค่าคาร์บอน" ที่ช่วยลดโลกร้อนและเปลี่ยนเป็นคาร์บอนเครดิตได้จริงๆ

ล่าสุด สวทช. เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Thailand's Food Bank ชวนภาคธุรกิจและสายกรีนรุ่นใหม่ปรับ Mindset ใหม่ เดินหน้าขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ภายใต้โครงการ Thailand's Food Bank ในหัวข้อ “The Food Surplus Credit: เจาะลึกมูลค่าคาร์บอนในอาหารส่วนเกิน” ยกระดับการส่งต่ออาหารเหลือที่ปลอดภัย แต่เป็น "เทรนด์ความยั่งยืนระดับสากล"
มุมมองจากทีมวิจัย สวทช. ผู้ขับเคลื่อนโครงการ

ดร.ปัทมาพร ประชุมรัตน์ หัวหน้าโครงการ Thailand's Food Bank และนักวิจัยนโยบายอาวุโส สวทช. กล่าวถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในครั้งนี้ว่า ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ประเทศไทยมีขยะอาหารประมาณ 10 ล้านตันต่อปี แต่ตัวเลขที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในจำนวนดังกล่าวมี “อาหารส่วนเกิน” หรือ Food Surplus ราว 40% ซึ่งยังเป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ คิดเป็นประมาณ 4 ล้านตันต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าอาหารจำนวนมหาศาลที่ถูกทิ้งอาจยังสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์และส่งต่อให้กับผู้ที่ต้องการได้ ขณะที่ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ระบุว่า อาหารประมาณ 1 ใน 3 ของทั้งหมดที่ผลิตขึ้นทั่วโลกต้องถูกทิ้งไป ซึ่ง"ปัญหาอาหารส่วนเกิน (Food Surplus) ไม่ได้เกี่ยวข้องเพียงกับความมั่นคงทางอาหารเท่านั้น หากอาหารส่วนเกินที่ยังบริโภคได้ไม่ได้รับการกอบกู้หรือนำไปใช้ประโยชน์ อาจกลายเป็นขยะอาหารและถูกนำไปกำจัด ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โครงการ Thailand's Food Bank จึงมุ่งสร้างกลไกการจัดการที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยนำแนวคิด Food Surplus Credit หรือการประเมินคาร์บอนเครดิตเข้ามาเป็นตัวเร่ง ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารเห็นประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียต้องร่วมกันขับเคลื่อนอย่างจริงจัง"
เพื่อแก้ปัญหานี้ ได้มีการร่วมมือกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำให้การบริหารจัดการการกอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกิน มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เอ็มเทค สวทช. เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ ด้วยการสร้าง แรงจูงใจด้านสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริจาค โดยการพัฒนาแนวทางให้การบริจาคอาหารสามารถเชื่อมโยงกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปสู่การสร้าง คาร์บอนเครดิต ได้ในอนาคต
แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายขยายผลไปยัง 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยเริ่มจากจังหวัดนำร่อง 10 จังหวัด ตั้งเป้ากอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกินประมาณ 20,000 ตัน ซึ่งคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ราว 3,000 ล้านบาท
สำหรับ จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งกำลังพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบและศูนย์การเรียนรู้ด้านการจัดการอาหารส่วนเกิน ขณะที่ กรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต ถือเป็นพื้นที่แรกที่สามารถขับเคลื่อนระบบ ธนาคารอาหาร (Food Bank) ได้อย่างครอบคลุม สะท้อนให้เห็นว่าอาหารที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเหลือ” สามารถถูกเปลี่ยนให้เป็นทั้ง อาหารสำหรับผู้คน คุณค่าต่อสิ่งแวดล้อม และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้ในเวลาเดียวกัน
จากอาหารส่วนเกินสู่คาร์บอนเครดิต

คุณจันทิมา สำเนียงงาม หัวหน้าโครงการการพัฒนาแนวทางและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาหารส่วนเกิน และผู้ช่วยวิจัยอาวุโส TIIS เอ็มเทค สวทช. กล่าวว่า การทำให้อาหารส่วนเกินเชื่อมโยงกับคาร์บอนเครดิต จำเป็นต้องมีทั้งฐานข้อมูลที่มีคุณภาพและองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้สามารถวัดผลการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างถูกต้องและตรวจสอบได้

สวทช. จึงนำระเบียบวิธี T-VER-S-METH-09-09 หรือระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจสำหรับการจัดการอาหารส่วนเกินและนำไปบริจาคเพื่อบริโภค ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2569 โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญสำหรับประเมินการลดก๊าซเรือนกระจกจากการกอบกู้และส่งต่ออาหารส่วนเกิน
หลักการสำคัญคือ การคำนวณไม่ได้มองเพียงว่าอาหารส่วนเกินถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้มากแค่ไหน แต่ต้องประเมินว่า การไม่ส่งอาหารเหล่านั้นไปฝังกลบสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร จากนั้นจึงหักลบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการส่งต่อ ทั้งการแช่เย็นหรือแช่แข็ง การขนส่ง การนำไปปรุงอาหาร รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ เพื่อให้ได้ตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกที่สะท้อนผลลัพธ์จริง
ขณะเดียวกัน อาหารที่จะนำมาคำนวณต้องเป็นอาหารส่วนเกินที่ยังสะอาดและปลอดภัย และนำไปบริจาคเพื่อการบริโภคโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตามแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอาหารสำหรับการบริจาคอาหาร ทำให้กลไกนี้ไม่ได้สร้างเพียงประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังเชื่อมโยงกับการช่วยเหลือสังคม และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจนำผลการดำเนินงานไปใช้ประกอบการรายงานด้านความยั่งยืน หรือ ESG ได้อย่างเป็นระบบ

"ล่าสุด ทีมวิจัยได้เข้าร่วมประชุมกับ Asia Carbon Institute (ACI) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเตรียมยกระดับระเบียบวิธีของไทยให้สอดคล้องกับกรอบ ACI รองรับการประยุกต์ใช้ในระดับภูมิภาคเอเชีย สะท้อนว่าโมเดลที่เราพัฒนาขึ้นไม่ได้จำกัดแค่ในไทย แต่พร้อมต่อยอดเป็นองค์ความรู้ต้นแบบระดับภูมิภาค เพราะอาหารส่วนเกินไม่ใช่เพียงขยะที่ต้องกำจัด แต่คือ ‘มูลค่าคาร์บอนใหม่’ ที่สร้างคุณค่าทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม"
นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนมุมมองต่อ “อาหารส่วนเกิน” จากสิ่งที่ต้องนำไปกำจัด ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สามารถสร้างคุณค่าได้ทั้ง ด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ พร้อมเปิดทางให้การบริจาคอาหารเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการลดก๊าซเรือนกระจกและการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero