มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ดัน Nature Positive จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ชู ทุนธรรมชาติ เป็นรากฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยงรัฐ-ธุรกิจ-การเงิน-ชุมชน เติบโตไปด้วยกัน

Last updated: 3 ก.ย. 2569  |  32 จำนวนผู้เข้าชม  | 

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เปิดเวที MFLF Sustainability Forum 2026 ดัน Nature Positive จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ ชู ทุนธรรมชาติ เป็นรากฐานเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยงรัฐ-ธุรกิจ-การเงิน-ชุมชน เติบโตไปด้วยกัน

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้จัดงาน MFLF Sustainability Forum 2026 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ภายใต้แนวคิด “Nature Positive: เปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่” โดยมีผู้นำกว่า 500 คน จากเกือบ 100 หน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการเงิน วิชาการ และชุมชน เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเพื่อดัน “เศรษฐกิจบนฐานธรรมชาติ” (Nature-based Economy) ให้เกิดขึ้นจริง

ธรรมชาติไม่ใช่ภาระ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต


เปิดเวทีโดย ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ประธานกรรมการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ชี้ว่า วิกฤตสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่รุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต การเปลี่ยนธรรมชาติเป็นความปกติใหม่จึงไม่ใช่การเพิ่มภาระ แต่เป็นการออกแบบอนาคตให้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความมั่นคงทางอาหารและเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ


ทางด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ไทยต้องยกระดับจากการแค่ “ลดผลกระทบ” ไปสู่การฟื้นฟูระบบนิเวศ หรือ Nature Positive โดยภาครัฐกำลังเตรียมดัน พ.ร.บ. ความหลากหลายทางชีวภาพ, จัดตั้งกองทุนฯ และบรรจุเครื่องมืออย่าง Natural Capital Accounting และ Biodiversity Credit เข้าไปในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อชูความหลากหลายทางชีวภาพเป็น New S-Curve ใหม่ของประเทศ

3 ผู้นำเอกชนชี้: “ธรรมชาติ” ต้องอยู่ในกลยุทธ์หลัก ไม่ใช่กิจกรรมแยกส่วน  ในช่วงเสวนาภาคธุรกิจ ผู้นำจาก 3 องค์กรใหญ่ได้ร่วมสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจ:


คุณปณต สิริวัฒนภักดี (เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้): มองว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องนำธรรมชาติกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมือง ใช้พื้นที่น้อยลงแต่สร้างประโยชน์มากขึ้น ซึ่งเป็นการสร้าง Value Creation ในระยะยาว

คุณจรีพร จารุกรสกุล (ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น): เน้นย้ำหลัก “ปลูกคน ปลูกป่า ปลูกเมือง” เพื่อไม่ให้การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมขวางทางน้ำหรือกระทบชุมชน พร้อมลั่นประโยคสำคัญว่า “ESG ไม่ใช่ต้นทุน แต่คือ Investment”

คุณสราวุฒิ อยู่วิทยา (กลุ่มธุรกิจ TCP): ระบุว่าแม้ธรรมชาติจะไม่ได้อยู่ในงบดุล แต่เป็นวัตถุดิบหลักของธุรกิจเครื่องดื่ม การบริหารจัดการจึงต้องดูแลครอบคลุมไปถึง suppliers และชุมชนรอบลุ่มน้ำ เพื่อให้ระบบนิเวศเดินหน้าต่อไปได้



จากภูเขาถึงทะเล: ฟื้นฟูระบบนิเวศแบบไร้รอยต่อ

เวทีต่อมาเน้นย้ำว่าระบบนิเวศไม่มีเส้นแบ่งพื้นที่ โดย รศ.ดร.อภินันท์ สุวรรณรักษ์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ยกตัวอย่างแม่น้ำยมที่เคยสร้างผลผลิตปลาได้กว่า 4 ล้านกิโลกรัมต่อปี แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาจนกลายเป็น “แม่น้ำทราย” สะท้อนว่าแม่น้ำคือฐานเศรษฐกิจสำคัญของชุมชน


ขณะที่ คุณบรรจง นฤพรเมธี ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนบ้านพรุจูด จ.ตรัง ชี้ว่าการฟื้นฟูป่าชายเลนต้องทำควบคู่กับการสร้างรายได้ เช่น การท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อให้คนในพื้นที่ดูแลธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ คุณธานิษฏ์ กองแก้ว จากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ระบุว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเปรียบเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” ของป่าในการรับมือกับภัยพิบัติ

Nature Finance: ดึงเงินทุนหมุนเวียนกลับมาฟื้นฟูธรรมชาติ


ด้านภาคการเงิน คุณขวัญพัฒน์ สุทธิธรรมกิจ จากธนาคารโลก เปรียบประเทศไทยเป็นบริษัท และทุนธรรมชาติเป็น “เครื่องจักร” หากใช้อย่างเดียวโดยไม่บำรุง วันหนึ่งเครื่องจักรก็จะไม่สามารถสร้างผลผลิตได้อีก จึงต้องนำ Natural Capital Accounting มาใช้วัดมูลค่า

ขณะที่ คุณชนานันท์ สุภาดุลย์ (แบงก์ชาติ) และ คุณพิพิธ เอนกนิธิ (กสิกรไทย) เห็นตรงกันว่าภาคการเงินต้องเร่งนำกรอบ TNFD และ Thailand Taxonomy มาใช้สร้างแรงจูงใจและลดความเสี่ยง เพื่อดึงเงินทุนเอกชนเข้าสู่การฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ส่วน คุณสฤณี อาชวานันทกุล (CFNT) เตือนให้ระวังการฟอกเขียว (Greenwashing) โดยย้ำว่าไม่ควรนำคาร์บอนเครดิตมาใช้ครอบคลุมเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพตรงๆ เพราะระบบนิเวศมีความเฉพาะถิ่น

เปลี่ยนจาก “คนหิว ป่าหาย” สู่เศรษฐกิจที่คนและป่าอยู่ร่วมกันได้


ปิดท้ายด้วย หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่ย้ำถึงแนวคิด “คนหิว ป่าหาย” โดยชี้ว่าการอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ต่อเมื่อคนในพื้นที่มีทางเลือกทางเศรษฐกิจ พร้อมชวนให้มอง Cost of Inaction หรือต้นทุนของการไม่ลงมือทำ เพราะหากปล่อยให้สายเกินไป ทุ่มเงินเท่าไรก็อาจแก้ไขไม่ได้แล้ว

หม่อมหลวงดิศปนัดดาเสนอแนวคิด Nature Rights หรือสิทธิของธรรมชาติ และทิ้งท้ายว่า งาน Sustainability Forum ปีนี้ไม่ได้ชวนแค่ให้ “รักษาธรรมชาติ” แต่ชวนเปลี่ยนวิธีคิดและการตัดสินใจในทุกระดับ เพื่อสร้างระบบที่ทำให้ “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่รอด และเศรษฐกิจเดินหน้า” ไปพร้อมกันอย่างแท้จริง

สำหรับการจัดงานนี้ไม่ได้จัดแค่เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ แต่คือการเขย่าระบบเศรษฐกิจเพื่อส่งตรง “3 ประโยชน์ใหญ่” ถึงมือประชาชน


ปากท้องและอาชีพใหม่ยั่งยืน: ชุมชนท้องถิ่นจะมีรายได้เพิ่มจากการทำ “เศรษฐกิจบนฐานธรรมชาติ” เช่น การท่องเที่ยวชุมชน และการแปรรูปผลผลิต โดยไม่ถูกทุนใหญ่กอบโกยทรัพยากรฟรีๆ ด้วยกฎหมายใหม่ที่บังคับแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

ภัยพิบัติลดลง ปลอดภัยขึ้น: การฟื้นฟูป่า แม่น้ำ และทะเลอย่างเป็นระบบ จะทำหน้าที่เป็น “เกราะป้องกันภัยธรรมชาติ” ช่วยลดความเสียหายจากน้ำท่วม ภัยแล้ง และดินโคลนถล่ม ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเสียเงินซ่อมบ้านหรือซ่อมไร่นาซ้ำซาก

ชีวิตคนเมืองดีขึ้น-เข้าถึงเงินกู้ง่ายขึ้น: คนเมืองจะได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นจากเทรนด์การสร้างเมืองยุคใหม่ พร้อมโอกาสของ SME และเกษตรกรในการเข้าถึง “สินเชื่อสีเขียวดอกเบี้ยพิเศษ” จากธนาคารที่หันมาสนับสนุนคนทำธุรกิจรักโลกอย่างเต็มตัว

เครดิตภาพจากมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และกรมควบคุมมลพิษ

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้