Last updated: 28 เม.ย 2569 | 104 จำนวนผู้เข้าชม |
ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤติสิ่งแวดล้อมทางทะเลจะได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาว จากภาวะโลกร้อน งานวิจัยของ ศ. ดร.สุชนา ชวนิชย์ จากภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรพยากรทางน้ำ ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความหวังสำคัญของการฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ท้องทะเลไทย
จาก “ไอเดียแหวกแนว” สู่งานวิจัยแถวหน้าของโลก

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2548 แนวคิด “การเพาะพันธุ์ปะการังแบบอาศัยเพศ” ยังถือเป็นเรื่องใหม่และแทบไม่มีใครทำ ในขณะที่วิธีฟื้นฟูปะการังแบบเดิมอย่างการหัก ปัก หรือชำ (แบบไม่อาศัยเพศ) เป็นวิธีที่ง่ายและรวดเร็วกว่า แต่คำถามสำคัญของนักวิจัยคือ... เราจะสร้างปะการังที่แข็งแรงและอยู่รอดในอนาคตได้ดีกว่านี้หรือไม่?
ถึงแม้วิธีเดิมจะขยายพันธุ์ได้เร็ว แต่ปะการังที่ได้มีพันธุกรรมเหมือนกันทั้งหมด ทำให้เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสิ่งแวดล้อม
จุดเริ่มต้นจากแสมสาร สู่ความร่วมมือระดับนานาชาติ

แรงบันดาลใจของงานวิจัยนี้ เริ่มจากการเข้าร่วม “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ” ของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ การลงพื้นที่บริเวณเกาะแสมสาร ทำให้พบความจริงที่น่ากังวลของภาพปะการังที่เสื่อมโทรมอย่างหนัก นำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับการฟื้นฟูที่ยั่งยืน จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทีมวิจัยได้เข้าร่วมประชุมวิชาการที่ ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกที่ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูปะการังแบบอาศัยเพศ และได้นำองค์ความรู้นั้นมาต่อยอดในไทย
ศาสตราจารย์ ดร. สุชนา ชวนิชย์ อธิบายว่า การเพาะปะการังแบบ “ผสมเทียม” เริ่มจากการเก็บไข่และสเปิร์มของปะการังในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นช่วงที่ปะการังปล่อยเซลล์สืบพันธุ์พร้อมกัน จากนั้นนำมาปฏิสนธิในบ่อจนเป็นตัวอ่อน แล้วเลี้ยงในโรงเพาะบนวัสดุอย่างอิฐมอญนาน 2 ปี ก่อนย้ายกลับทะเลให้เติบโตต่ออีก 3 ปี จนสามารถสืบพันธุ์ได้เองเมื่ออายุประมาณ 5 ปี แม้ต้นทุนจะสูงราว 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ตัว (เทียบกับวิธีหักปักชำที่ราว 1 ดอลลาร์) แต่คุ้มค่า เพราะได้ปะการังสายพันธุ์ใหม่ที่แข็งแรงและทนต่อภาวะโลกร้อนมากขึ้น ปะการังมี 2 วิธีขยายพันธุ์:แบบอาศัยเพศ (ปล่อยไข่-สเปิร์มในทะเล)และแบบไม่อาศัยเพศ (หักปักชำ) ในธรรมชาติ การสืบพันธุ์ของปะการังมีอัตรารอดเพียงประมาณ 0.001% แต่ด้วยเทคนิค “ผสมเทียม” ในสภาพควบคุม สามารถเพิ่มอัตรารอดได้มากกว่า 50% และหากเลี้ยงจนมีอายุราว 2 ปี ก่อนปล่อยลงทะเล อัตราการรอดพุ่งสูงถึง 80–90%

แม้จะมีต้นแบบจากต่างประเทศ แต่การนำมาใช้ในไทยไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสภาพแวดล้อมแตกต่างกันอย่างมาก ปะการังวัยอ่อนที่เพาะได้ในห้องทดลอง เมื่อนำลงทะเลไทยกลับมีอัตราการรอดต่ำ ทีมวิจัยจึงใช้เวลากว่า 4–5 ปี ในการทดลองและปรับวิธี จนค้นพบ “ช่วงวิกฤติ” ของปะการังวัยอ่อน (2–3 เดือนแรก) ที่ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้น การผสมเทียมจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มทั้ง “อัตรารอด” และ “ความหลากหลายทางพันธุกรรม”ซึ่งเป็นหัวใจของการอนุรักษ์ปะการังให้อยู่รอดในยุคโลกร้อน
สร้าง “ปะการังสู้โลกร้อน”
ความก้าวหน้าสำคัญของงานวิจัย คือการพัฒนา “ปะการังสู้โลกร้อน” โดยนำตัวอ่อนไปอนุบาลในอุณหภูมิสูงถึง 34 องศาเซลเซียส เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ที่ทนความร้อน ผลลัพธ์ที่น่าจับตาเกิดขึ้นในปี 2566 เมื่อปะการังรุ่นลูกสามารถ สืบพันธุ์ได้เองในธรรมชาติเป็นครั้งแรก ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการวิทยาศาสตร์ทางทะเลไทย

สำหรับงานวิจัยไม่ได้หยุดแค่การฟื้นฟู แต่กำลังก้าวไปสู่การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการวิจัยความก้าวหน้าของการผสมเทียมปะการังในอนาคต โดยเฉพาะงานวิจัยด้านการแช่แข็งเซลล์สืบพันธุ์ “ไข่ปะการัง” ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์หลากหลายสาขา ทั้งด้านชีววิทยาทางทะเล เทคโนโลยีชีวภาพ และวิทยาศาสตร์การเก็บรักษา เพื่อพัฒนาเทคนิคที่สามารถคงสภาพไข่ให้สมบูรณ์ และนำกลับมาใช้ในการทดลองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ยังมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และขยายผลสู่พื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ งานวิจัยปะการังแบบอาศัยเพศของนักวิจัยไทย ได้พิสูจน์แล้วว่า “นวัตกรรมที่กล้าคิดต่าง อาจเป็นกุญแจสำคัญสู้โลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อปะการังได้อย่างยั่งยืน