Last updated: 2 ก.ย. 2569 | 29 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อการรักษาไม่ตอบโจทย์ คำแนะนำให้ลอง “นวด” กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางใหม่ จากการเรียนรู้ สู่การค้นคว้าตำราโบราณและพัฒนาศาสตร์จากเคสจริง
เส้นทางชีวิตของ อ.ปิง ปัญญวัฒน์ ตั้งจิตมโนธรรม อาจไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งใจเป็นครูนวดไทย แต่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่ชีวิตต้องหยุดลงเพราะ “กระดูกทับเส้น”

อ.ปิง จบการศึกษาจากเพาะช่างในปี 2529 และทำงานด้านศิลปะอยู่ประมาณ 20 ปี ก่อนตัดสินใจออกไปทำงานด้านอื่น แต่เนื่องจากงานหนักเกินไปทำให้เกิดปัญหากระดูกทับเส้น จนไม่สามารถทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ จึงตัดสินใจพักงานนานถึง 7 ปี เพื่อพักรักษาและค้นหาวิธีที่จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม ระหว่างนั้น ลูกศิษย์คนหนึ่งแนะนำว่า “อาจารย์ลองไปนวดดูซิครับ”
แม้ว่าในเวลานั้นภาพลักษณ์การนวดไทยยังไม่ค่อยดี แต่เมื่อไม่มีทางเลือก อ.ปิง จึงตัดสินใจเปิดใจทดลอง และพบว่าการนวดช่วยทดแทนยาได้ในระดับหนึ่ง เพราะก่อนหน้านั้นรับประทานยาเยอะมาก แต่ไม่มียาตัวใดช่วยแก้ปัญหากระดูกทับเส้นได้ แล้วจะมีวิธีใดที่ช่วยร่างกายได้อีก?
จากคำถามนั้น อ.ปิง จึงตัดสินใจเข้าสู่เส้นทางการเรียนการนวด หลังจากใช้เงินไปกับการรักษาจนหมด

สิ่งที่ทำให้อ.ปิง ตัดสินใจเดินหน้าต่อ ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการรักษาตัวเอง แต่เกิดจากการค้นพบระหว่างเรียนเพียง 3 วันพบว่า มือของตัวเองสามารถจับหรือกดร่างกายแล้วช่วยให้อาการดีขึ้น ทำให้รู้สึกว่า “มือ” ยังมีประโยชน์ในการช่วยคนอื่น และด้วยความที่เป็นคนชอบช่วยคนอยู่แล้ว จากคนที่กำลังมองหาวิธีดูแลตัวเอง จึงเริ่มมองเห็นว่า ความรู้ที่กำลังเรียนอาจนำไปใช้ช่วยคนอื่นได้เช่นกันแล้วมุ่งมั่นเรียนนวด อย่างเดียวเริ่มต้นจากหลักสูตรสั้นๆ 10 ชั่วโมง 90 ชั่วโมง และ 150 ชั่วโมง ต่อด้วยหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมง หลักสูตร 330 ชั่วโมง รวมถึงหลักสูตรของกรมแรงงาน ก่อนสอบใบประกอบโรคศิลปะได้ในปี 2552 แต่ข้อสอบมีปัญหาและสอบใหม่อีกครั้งในปี 2553 ก็สอบได้
หลังเรียนจบกลับพบว่า ความรู้ที่มีอยู่ยังไม่สามารถตอบโจทย์การนวดเพื่อดูแลอาการต่าง ๆ ได้ทั้งหมด จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นคว้าและพัฒนาแนวทางของตัวเอง
จากร้านนวด สู่การเรียนรู้จากคนจริง

ในช่วงแรก อ.ปิง เปิดร้านนวดเพื่อสุขภาพ เนื่องจากการเปิดคลินิกในเวลานั้นมีขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก แม้จะมีใบประกอบโรคศิลปะแล้วก็ตาม ตลอด 7-8 ปีของการเปิดร้าน เขาเรียนรู้จากผู้ที่เข้ามารับบริการผ่านการสังเกต พูดคุย ซักประวัติ และติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ประสบการณ์จากเคสจริงค่อย ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาแนวทางการนวดที่เกี่ยวข้องกับ “เส้นประธานสิบ”ขึ้นมาใหม่
อีกสิ่งหนึ่งที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของ อ.ปิงก็คือเป็นคนแรกที่นำภาพ Anatomy มาใช้ในการเรียนการสอน รวมถึงการเขียนแนวเส้นลงบนร่างกายจริง และใช้สติกเกอร์ระบุตำแหน่งจุดนวด เพื่อทำให้สิ่งที่เป็นนามธรรมมองเห็นและเข้าใจได้ง่ายขึ้น
วิธีการดังกล่าวเคยถูกตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องสอนแบบนี้” แต่อ.ปิง ไม่ได้โต้แย้ง เพราะ
"จริง ๆ แล้วเราใช้หลักของครู ผมจบคุรุศาสตร์บัณฑิตย์ เอกศิลปะศึกษา จึงนำหลักการด้านสื่อการเรียนการสอนมาประยุกต์ใช้กับการนวด เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจโครงสร้างและตำแหน่งต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น"
ปัจจุบัน การเขียนเส้นบนร่างกายและการใช้สติกเกอร์จึงกลายเป็นวิธีที่พบได้ในการเรียนการสอนนวดไทย
จาก “ตำราธาตุราชา” สู่ “ปัญจมหาภูตะ”

หลังปี 2560 อ.ปิง เล่าให้ฟังว่าได้ปิดตัวเองและไปบวช ขณะนั่งสมาธิรู้สึกเหมือนมีตำรามาปรากฏให้เห็นในชื่อ “ตำราธาตุราชา” ซึ่งกล่าวถึง ดิน น้ำ ลม และไฟ องค์ความรู้นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “ปัญจมหาภูตะ” โดยเพิ่มอากาศธาตุหรือช่องว่างเข้ามา
ในช่วงที่กำลังเรียบเรียงตำรา อ.ปิง ได้รับการชักชวนจากแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กลุ่มวิชาการนวดไทย หลายท่านเชิญให้เข้ามาร่วมพัฒนาองค์ความรู้และจัดทำตำรานวดแผนไทย
เมื่อศึกษาบันทึกโบราณเพิ่มเติม ก็พบว่าแนวคิดดังกล่าวมีการบันทึกไว้ในชื่อ “ลมอัณฑพฤกษ์” ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการผิดปกติในช่องท้อง ระบบหายใจ ระบบย่อยอาหาร กระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน และระบบขับถ่าย และมองว่า แม้ศาสตร์โบราณจะอธิบายผ่านเรื่องของธาตุ ขณะที่การแพทย์ปัจจุบันใช้แนวคิดและคำอธิบายแบบตะวันตก แต่เป้าหมายสำคัญยังเหมือนกัน คือการดูแลสุขภาพ
เมื่อความรู้จากตำรา ต้องผ่านการพิสูจน์จากเคสจริง

จากนั้นมีการประชุมและพัฒนาหลักสูตรลมอัณฑพฤกษ์ต่อเนื่องหลายปีจนได้รับการรับรองหลักสูตร แต่อ.ปิง กังวลว่า หากองค์ความรู้ไม่ได้รับการพัฒนาต่ออาจสูญหายไป จึงขออนุญาตคณะกรรมการที่ร่วมพัฒนาหลักสูตร นำความรู้มาต่อยอดผ่าน “ศูนย์เรียนรู้ปัญจมหาภูตะ”
ปลายปี 2560 จึงเริ่มต้นตั้งศูนย์เล็ก ๆ พร้อมเปิดให้บริการนวดโดยไม่คิดค่ารักษา เพื่อรวบรวมเคสจริงจากคนที่มานวดเพื่อนำมาศึกษาค้นคว้า ใช้เป็นหลักฐานในการวิจัยเชิงประจักษ์ ว่าถ้านวดแบบนี้จะรักษาอาการนี้ได้มั้ย เหตุผลสำคัญคือ ตำราโบราณจำนวนมากบันทึกตำแหน่งจุดกดและจุดนวดไว้ แต่ไม่ได้อธิบายกรรมวิธีอย่างละเอียด การพัฒนาจึงต้องอาศัยการสังเกต ทดลอง และเรียนรู้จากผู้รับบริการแต่ละราย จนสามารถพัฒนาแนวทางการใช้เส้นประธานสิบให้มีความชัดเจนมากขึ้น
สำหรับ อ.ปิง การเรียนการนวดจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ในตำรา
“ต้องมีเคสให้ลูกศิษย์ได้เห็น”
เพราะการทำงานกับร่างกายของคนต้องอาศัยทั้งความรู้ ความละเอียด จิตเมตตา และหากผู้เรียนได้รับความรู้ที่ไม่ถูกต้องแล้วนำไปใช้ ก็อาจส่งผลต่อผู้ป่วยได้
กดตรงไหน สำคัญกว่า นวดนานแค่ไหน
หัวใจสำคัญของแนวทางการนวดของ อ.ปิง อยู่ที่ “เส้นประธานสิบ” และ “องศาแนวแรง” ตั้งแต่ตำแหน่งการวางมือไปจนถึงความลึกของแรงกด เพราะแต่ละจุดมีความเชื่อมโยงกันและมีแนวทางการทำงานที่แตกต่างกันประสบการณ์ตลอด 7-8 ปีจากการเปิดร้านทำให้อ.ปิง เปลี่ยนมุมมองจากการนวดเป็นเวลานาน มาให้ความสำคัญกับการเลือกตำแหน่งและแรงกดมากขึ้น บางจุดอาจใช้เวลาเพียง 2-3 นาที ขณะที่อาการเรื้อรังอาจใช้เวลา 15-30 นาที โดยเน้นตำแหน่งที่มีอาการมากกว่าการนวดเป็นชั่วโมง
การประเมินจึงเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยเดินเข้ามา ทั้งการสังเกต การพูดคุย การซักประวัติ ตลอดจนการสังเกตอารมณ์และพฤติกรรม ซึ่งอ.ปิง นำมาใช้ประกอบการประเมินตามแนวทางที่พัฒนาขึ้น
จากสมุนไพร สู่การใช้นิ้วมือ
อ.ปิงยังบอกอีกว่าช่วงแรกๆ เคยนำสมุนไพรมาใช้ร่วมกับการนวด แต่เมื่อพบว่าสมุนไพรแต่ละชุดมีความแตกต่างทั้งสีและอัตราส่วน จึงเปลี่ยนมาใช้นิ้วมือในการกดจุดแทน
แนวทางดังกล่าวสะท้อนความคิดที่ว่า การนวดไทยยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก และองค์ความรู้ดั้งเดิมสามารถนำมาศึกษา ทดลอง และต่อยอดได้ หากมีการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ
จากคลินิกนวดรักษาฟรี สู่พิพิธภัณฑ์นวดไทย

ในอดีตผู้เรียนสามารถไปฝึกการนวดตามโรงพยาบาลหรือตามวัดได้ แต่เมื่อมีกฎหมายเข้ามาควบคุมการนวด การฝึกปฏิบัติทำได้ยากขึ้น ดังนั้นอาจารย์จึงเปิดคลินิกที่โคราช รับผู้ป่วยและให้บริการนวดเป็นสาธารณกุศลโดยไม่เก็บค่ารักษา ส่วนค่าอบรมถูกนำไปใช้สร้าง “พิพิธภัณฑ์นวดไทย” ซึ่งปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว รวมถึงสร้างวิหารพระโพธิสัตว์กวนอิมหินอ่อนสูง 3 เมตร และซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้
ระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้ผ่านการอบรมมากกว่า 100 รุ่น โดย อ.ปิง เปิดโอกาสให้ลูกศิษย์เลือกเส้นทางตามความถนัด ไม่จำเป็นต้องเดินตามเส้นทางเดียวกัน
“ใครถนัดอะไรก็ทำ ไม่จำเป็นต้องมาหาเรา” เพราะเป้าหมายของเขาไม่ใช่การสร้างคนให้ต้องเดินตาม แต่ต้องการให้ความรู้ถูกนำไปใช้ช่วยคน “ใครใครมาก็มา ใครใคร่ไปก็ไป”
พร้อมย้ำกับลูกศิษย์เสมอว่า อย่าทิ้งผู้ป่วย เพราะการได้เห็นและเรียนรู้จากเคสจริง คือส่วนหนึ่งของการพัฒนาความรู้ “เราไม่ต้องการชื่อเสียง แต่เราต้องการช่วยคน”
ในช่วงแรก จะไม่เก็บค่ารักษา แต่ผู้ป่วยบางคนกลับไม่กล้ามารับบริการฟรี เพราะมองว่าการรักษาที่ไม่คิดค่าใช้จ่ายอาจไม่ได้ผล จึงนำตู้บริจาคมาตั้งไว้สำหรับผู้ที่ต้องการทำบุญจากการรักษา ส่วนเงินที่ได้นำไปซื้ออุปกรณ์และวัสดุต่าง ๆ จากแนวคิดนี้เองจึงเป็นแรงผลักดันให้เกิดพิพิธภัณฑ์นวดไทย เพื่อเก็บรักษาองค์ความรู้ เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษาตำราโบราณ ค้นคว้าที่มา การเชื่อมโยงองค์ความรู้ และนำไปต่อยอดทั้งในด้านวิชาการและการสร้างอาชีพ
ก่อนเป็นหมอนวด ต้องเข้าใจทั้ง “ร่างกาย” และ “เส้นลม”
อาจารย์ยังบอกอีกว่า คนที่จะทำงานด้านการนวดควรมีพื้นฐานความคิดแบบ “หมอ” ต้องเข้าใจร่างกายและรู้ว่าการลงน้ำหนักตรงตำแหน่งต่าง ๆ แตกต่างจากการนวดกล้ามเนื้อทั่วไปอย่างไร ดังนั้นผู้เรียนควรศึกษาโครงสร้างร่างกาย หรือ Anatomy ควบคู่กับการเรียนรู้เรื่องเส้นลม และต้องเรียนอย่างครบถ้วนก่อนนำความรู้ไปใช้กับผู้อื่น
ตลอดเส้นทางกว่า 20 ปี อาจารย์ยอมรับว่าศาสตร์การนวดไทยยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องพัฒนา แต่จากจุดเริ่มต้นของคนที่ต้องหยุดชีวิตไว้ถึง 7 ปีเพราะกระดูกทับเส้น วันนี้ประสบการณ์จากช่วงเวลานั้นกลับกลายเป็นแรงผลักให้เขาเดินหน้าศึกษาและพัฒนาศาสตร์การนวดไทยอย่างต่อเนื่อง จากงานศิลปะ สู่การนวด จากคนป่วย สู่ครูนวด จากการเรียนรู้เพื่อรักษาตัวเอง สู่การค้นคว้าตำราโบราณและพัฒนาความรู้จากเคสจริง
เส้นทางของ อ.ปิง ไม่ได้หยุดแค่การเป็นหมอนวด แต่ยังตั้งใจรักษาและส่งต่อศาสตร์การนวดไทยให้คนรุ่นต่อไป เพราะสิ่งที่เขาต้องการไม่ใช่ชื่อเสียง แต่คือ “การได้ช่วยคน”