Last updated: 30 ส.ค. 2569 | 47 จำนวนผู้เข้าชม |
จากสนามกีฬา สู่ศิลาจารึกวัดโพธิ์ และกลับมาสู่การดูแลผู้คน เส้นทางของ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร ไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำว่า “หมอนวดประจำทีมนักกีฬา” หากแต่เป็นเส้นทางของคนที่พยายามค้นหาคำตอบว่า จะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลร่างกายได้อย่างเป็นระบบ และตอบโจทย์โรคสุขภาพยุคใหม่ได้มากกว่าเดิม

พท.น. บุญมี โพธิ์ไพจิตร เป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬาทีมชาติไทยที่มีประสบการณ์ทำงานกับนักกีฬาทีมชาติไทย ดูแลนักกีฬาในสมาคมกีฬา รวมถึงการกีฬาแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นวิทยากรด้านการดูแลสุขภาพให้กับมหาวิทยาลัย สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ตลอดจนมีบทบาทในงานด้านการแพทย์ชุมชนและงานอาสา โดยเป็นแพทย์ พอ.สว. ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
จากประสบการณ์กว่า 28 ปี สู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่
อ.บุญมีเริ่มต้นทำงานด้านการนวดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 28 ปี ผ่านประสบการณ์ด้านการนวดสปอร์ตเวชศาสตร์และเวชศาสตร์ฟื้นฟู ก่อนจะเริ่มศึกษาด้านการนวดแผนไทยอย่างจริงจังในปี พ.ศ. 2556

เส้นทางด้านกีฬาของเขาเริ่มจากการทำงานที่สปอร์ตคลับปิยรมย์มีโอกาสพานักกีฬาไปแข่งขันและได้รู้จักบุคลากรจากสมาคมกีฬาต่าง ๆ เมื่อออกจากงานจึงได้รับการติดต่อจากสมาคมให้เข้าไปช่วยดูแลนักกีฬา งานแรกคือการเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์เพื่อดูแลนักกีฬาในการแข่งขันกีฬาเพ้นท์บอล ก่อนจะได้รับโอกาสจากสมาคมกีฬาเทนนิส ยูยิตสู และกีฬามหาวิทยาลัยโลก ของสถาบัน อว. และกีฬาอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนได้รับเชิญให้ทำหน้าที่ดูแลนักกีฬาและร่วมเดินทางไปแข่งขันในรายการต่าง ๆ
สู่เส้นทางการนวดทางการกีฬา
จุดเริ่มต้นของเส้นทางด้านกีฬาเกิดขึ้นจากการทำงานในสปอร์ตคลับ ซึ่งมีโอกาสพานักกีฬาเดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขัน และได้รู้จักกับบุคลากรจากสมาคมกีฬาต่าง ๆ ก่อนจะต่อยอดความรู้ด้วยการศึกษาด้านการนวดทางการกีฬากับ ดร.กฤตพล พิทธไชย เพื่อพัฒนาทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลนักกีฬาให้มากขึ้น
หลังจากนั้นได้รับโอกาสให้ดูแลนักกีฬาที่เดินทางไปแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ เริ่มตั้งแต่การแข่งขันในระดับเยาวชนทีมชาติไทยซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการเข้ามาดูแลนักกีฬาเทนนิสเป็นครั้งแรก โดยพานักกีฬาไปแข่งขันในต่างประเทศเป็นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย ก่อนพัฒนาขึ้นมาดูแลนักกีฬาเทนนิสทีมชาติชุดใหญ่ และร่วมเดินทางไปในรายการสำคัญ เช่น ซีเกมส์และเอเชียนเกมส์อย่างต่อเนื่อง และขยายไปยังนักกีฬาจากหลากหลายชนิดกีฬา

ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร ได้เห็นปัญหาของนักกีฬาในมิติที่มากกว่าการรักษาอาการบาดเจ็บ และเริ่มตั้งคำถามว่า หากการดูแลร่างกายสามารถทำได้ตั้งแต่ก่อนเกิดการบาดเจ็บ จะช่วยลดปัญหาที่ตามมาได้มากเพียงใด
จาก “นวดสปอร์ต” สู่การค้นหาคำตอบที่มากกว่าเดิม
หลังจากทำงานด้านการนวดสปอร์ตมาเป็นเวลาประมาณ 10 ปี อ.บุญมีเริ่มมองเห็นว่า การนวดทางการกีฬาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการนวดเพื่อผ่อนคลาย แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการดูแลร่างกายที่ครอบคลุมทั้ง การป้องกัน การดูแล การรักษา และการฟื้นฟู

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการของการแพทย์แผนไทยที่ไม่ได้มองเฉพาะการรักษาเมื่อเกิดโรค แต่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลร่างกาย จึงเกิดคำถามสำคัญว่า จะสามารถนำองค์ความรู้เหล่านี้มาต่อยอดกับศาสตร์การนวดทางการกีฬาได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร จึงตัดสินใจกลับไปศึกษาด้านการแพทย์แผนไทยเพิ่มเติมถึง 4 สาขา ได้แก่ สาขาการนวดไทย ผดุงครรภ์ เวชกรรม และเภสัชกรรม เพื่อทำความเข้าใจองค์ความรู้ในภาพรวม และนำมาผสมผสานกับประสบการณ์ด้านการนวดทางการกีฬา
หนึ่งในองค์ความรู้สำคัญที่นำมาศึกษาคือศิลาจารึกด้านการแพทย์แผนไทยโบราณจาก วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือวัดโพธิ์ ซึ่งมีภาพจารึกเกี่ยวกับองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยโบราณตามจารึกวัดโพธิ์จำนวน 60 ภาพ
อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร มองว่า ภาพและจารึกเหล่านี้ยังมีองค์ความรู้จำนวนมากที่สามารถนำมาต่อยอดกับการดูแลสุขภาพของนักกีฬาได้ จึงเริ่มศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้จากจารึกกับหลักกายวิภาคศาสตร์ หรือ Anatomy รวมถึงองค์ความรู้ด้านเวชกรรมไทย
เมื่อจารึกวัดโพธิ์มาพบกับ Anatomy
หัวใจสำคัญของแนวทางที่ อ.บุญมี พัฒนาขึ้น คือการนำองค์ความรู้จากการแพทย์แผนไทยแบบโบราณมาบูรณาการร่วมกับความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์ โดยมองว่าจารึกเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การป้องกัน และการดูแลร่างกาย สามารถนำมาเชื่อมโยงกับความรู้ด้านร่างกายของศาสตร์การแพทย์ปัจจุบันได้

ในมุมมองของ อ.บุญมี ทั้งสองศาสตร์มีจุดร่วมสำคัญ คือการทำความเข้าใจร่างกาย การเจ็บป่วย และการป้องกัน จึงนำองค์ความรู้ทั้งสองด้านมาผสมผสานและพัฒนาเป็นแนวทางสำหรับการดูแลนักกีฬา ทั้งในด้านการป้องกันและการรักษา องค์ความรู้ดังกล่าวยังถูกนำไปใช้ในการบรรยายและถ่ายทอดตามมหาวิทยาลัย สถาบัน และองค์กรต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็มีการนำไปใช้ในการดูแลและรักษาจริง ทำให้เกิดการสั่งสมประสบการณ์ และนำประสบการณ์จากการปฏิบัติมาพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสำคัญคือการนำองค์ความรู้จากทั้งสองศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่ได้มองว่าการนวดมีหน้าที่เพียงทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดูแลร่างกายที่เริ่มตั้งแต่การป้องกัน การประเมิน การปรับสมดุล การรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟู
“ป้องกันก่อนรักษา” หัวใจของการดูแลนักกีฬา
ในโลกของกีฬา การบาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับนักกีฬาที่ใช้งานร่างกายหนักเกินไปเท่านั้น แต่การใช้งานร่างกายน้อยเกินไป หรือไม่ได้ฝึกฝนร่างกายอย่างเหมาะสม ก็สามารถนำไปสู่ปัญหาการบาดเจ็บได้เช่นกัน
ดังนั้น การดูแลนักกีฬาจึงควรเริ่มตั้งแต่ก่อนเกิดการบาดเจ็บ ทั้งการประเมินร่างกาย การปรับสมดุล การดูแลการไหลเวียน และการปรับสภาพกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการรักษาเมื่อเกิดการบาดเจ็บ
จากแนวคิดนี้ อ.บุญมี ได้นำศาสตร์ทางการแพทย์ทั้งตะวันออกและตะวันตกมาปรับใช้ร่วมกัน และพัฒนาให้เหมาะสมกับประสบการณ์การทำงานของตนเอง จนเกิดเป็นแนวทางที่เรียกว่า “เทคนิคการนวดไทย ประยุกต์ใช้ สำหรับนักกีฬา (นวดทางการกีฬา)” หรือการนวดทางการกีฬา

แนวทางดังกล่าวมุ่งเน้นทั้งการป้องกันและการรักษา โดยให้ความสำคัญกับการปรับสมดุล การไหลเวียน และการปรับสภาพกล้ามเนื้อ เพื่อให้การดูแลนักกีฬามีความเป็นระบบมากขึ้น และอีก "เทคนิคการเปิด–ปิด ต้นน้ำ–ปลายน้ำกองธาตุสมุฏฐานทั้ง 5 ตามจารึกวัดโพธิ์ภาพที่1 แผนคว่ำ แผนหงาย เป็นอีกองค์ประกอบที่สำคัญตามแนวทางที่ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร ศึกษาและพัฒนาขึ้น ปัจจุบันองค์ความรู้ดังกล่าวได้รับการพัฒนาเป็นหลักสูตร และมีการเตรียมดำเนินงานเพื่อเผยแพร่พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้
นอกจากนี้ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร ยังได้นำแนวทางดังกล่าวไป ประยุกต์ใช้ กับงานแพทย์อาสา พอ.สว. จ.กาญจนบุรีซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลประชาชน และพบว่าสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในมิติของการรักษาและการป้องกัน
แพทย์แผนไทยโบราณไม่ได้มีเพียง “การนวด”
สำหรับการดูแลประชาชนทั่วไป อ.บุญมี มองว่า การแพทย์แผนไทยโบราณตามจารึก มีองค์ความรู้และพระคัมภีร์รองรับถึง 23 พระคัมภีร์ ซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกับการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อให้กระบวนการประเมินและแนวทางการดูแลรักษามีความชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือศาสตร์การแพทย์แผนไทยโบราณไม่ได้มีเพียงเรื่องการนวดเท่านั้น แต่การกดเป็นหนึ่งในวิธีการที่ใช้เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนของลมตามหลักของศาสตร์การแพทย์แผนไทยโบราณ ซึ่งมีแนวคิดและวิธีการแตกต่างจากการนวดเพื่อการผ่อนคลายทั่วไป
แนวทางดังกล่าวเริ่มได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ โดยเฉพาะข้อสังเกตที่ว่า เหตุใดการใช้เทคนิคการกดในบางตำแหน่งกับนักกีฬาและผู้ป่วยจึงสามารถส่งผลต่อร่างกายได้ดี ประเด็นนี้จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่สามารถนำไปศึกษาต่อยอดและพัฒนาวงการแพทย์แผนไทยของไทยในอนาคต

อ.บุญมี มองว่า หลายหน่วยงานกำลังให้ความสำคัญกับการทำให้การแพทย์แผนไทยมีมาตรฐานเดียวกัน รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรที่สามารถนำไปสู่มาตรฐานในระดับสากล จึงควรมีการนำองค์ความรู้ด้านการนวดไทยมาพัฒนาเชิงวิชาการ และจัดระบบองค์ความรู้ให้มีความชัดเจนมากขึ้น
ในเรื่องนี้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงสภาการแพทย์แผนไทย จึงสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนากิจกรรม หลักสูตร และแนวทางการดูแลรักษา เพื่อทำให้ศาสตร์ดังกล่าวมีระบบและมาตรฐานที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
จาก “หายเจ็บ” สู่คำถามว่า “พร้อมกลับไปเล่นหรือยัง”
สำหรับการดูแลนักกีฬา สิ่งสำคัญไม่ได้จบลงเมื่ออาการบาดเจ็บหายไป เพราะการหายเจ็บไม่ได้หมายความว่านักกีฬาจะพร้อมกลับไปแข่งขันทันที การประเมินจึงต้องพิจารณาสภาพร่างกายโดยรวมว่า นักกีฬาพร้อมกลับไปลงเล่นหรือไม่ รวมถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการบาดเจ็บซ้ำหรือไม่ กระบวนการดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากหลายด้านร่วมกันประเมิน เพื่อพิจารณาความพร้อมและความเสี่ยง ก่อนที่นักกีฬาจะกลับเข้าสู่การแข่งขันอย่างเหมาะสมและปลอดภัย
ลงลึกถึงร่างกาย ตั้งแต่การไหลเวียนถึงกล้ามเนื้อและปลายประสาท
ในทางปฏิบัติ เทคนิคที่พัฒนาขึ้นสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการดูแลนักกีฬาได้หลากหลาย ตั้งแต่การประเมินและปรับการไหลเวียนบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย การใช้เทคนิคการกดในตำแหน่งต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการไหลเวียน การดูแลบริเวณซี่โครงทั้งสองข้าง ไปจนถึงการดูแลอาการเจ็บเข่า
การดูแลแต่ละจุดไม่ได้มองเฉพาะบริเวณที่มีอาการ แต่ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ หลอดเลือด และปลายประสาทร่วมกัน เพื่อให้เห็นภาพของร่างกายอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกัน แนวทางดังกล่าวไม่ได้จำเป็นต้องใช้สมุนไพรในการนวดเสมอไป แต่หากนำสมุนไพรเข้ามาใช้ร่วมกันก็สามารถเกิดประโยชน์เพิ่มเติมได้ เช่น การส่งเสริมระบบการไหลเวียนและการช่วยป้องกันการอักเสบ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และความเหมาะสมในการดูแลแต่ละบุคคล
60 ภาพจากวัดโพธิ์ กับองค์ความรู้ที่ยังรอการถอดรหัส
อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร มองว่า องค์ความรู้จากจารึกวัดโพธิ์ทั้ง 60 ภาพมีความสำคัญอย่างมาก เพราะแต่ละภาพสามารถบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเจ็บป่วยและแนวทางการดูแลร่างกายได้
หากมีผู้สนับสนุน เข้ามาศึกษาและพัฒนาองค์ความรู้ในแต่ละภาพอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างประโยชน์อย่างมากต่อวงการแพทย์แผนไทย เพราะในจารึกมีองค์ความรู้เกี่ยวกับการกดจุดและการดูแลโรคต่าง ๆ รวมถึงโรคเรื้อรัง ซึ่งจำเป็นต้องนำมาศึกษาและอธิบายอย่างเป็นระบบต่อไป
องค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งนำมาอธิบายและเชื่อมโยงกับร่างกาย รวมถึงแนวคิดเรื่องอากาศธาตุและสมุฏฐานทั้ง 5 กอง ตามองค์ความรู้ที่ปรากฏในจารึกวัดโพธิ์
สำหรับ อาจารย์แล่ว สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ที่ถูกจารึกไว้แล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจยังไม่มีการแปลความหมายและนำมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่สามารถเชื่อมโยงกับการแพทย์และการดูแลสุขภาพในปัจจุบันได้อย่างเป็นระบบ จึงเกิดความพยายามที่จะศึกษา แปลความหมาย และนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาให้สามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งเป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ
จากองค์ความรู้แพทย์แผนไทยโบราณ สู่เป้าหมายเวทีระดับโลก

ในอนาคตอันใกล้ อ.บุญมี โพธิ์ไพจิตร คาดหวังว่าองค์ความรู้เรื่องสมุฏฐานตามจารึกวัดโพธิ์ ภาพที่ 1 จะกลับมาเป็น “มรดกที่จับต้องได้” และสามารถนำองค์ความรู้จากศิลาจารึกทั้ง 60 ภาพมาพัฒนาให้ได้รับการยอมรับในระดับโลก หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้องค์ความรู้ดังกล่าวได้รับการยอมรับในฐานะส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่ยูเนสโกรับรอง ซึ่งปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องพัฒนาให้เป็นรูปธรรม และ อ.บุญมีโพธิ์ไพจิตร ตั้งใจที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้เกิดขึ้น