Last updated: 10 ส.ค. 2569 | 77 จำนวนผู้เข้าชม |
การดูแลความงามของผิวในวันนี้อาจไม่ได้จบลงที่การทำให้ผิวดูดีขึ้นในระยะสั้นอีกต่อไป เมื่อ “ความงามของผิว” กำลังเปลี่ยนจากการมุ่งแก้ปัญหาที่เน้นผลลัพธ์ในระยะสั้น ไปสู่การทำความเข้าใจสุขภาพผิวอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ระดับเซลล์ ไปจนถึงการดูแลให้ผิวแข็งแรงและมีคุณภาพในระยะยาวผสานกับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เทคโนโลยี และแนวคิด Longevity จนเกิดเป็นทิศทางใหม่ของวงการที่เรียกว่า Aesthetic Longevity

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพไทย ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1.4 ล้านล้านบาทในปี 2568 และสอดรับกับทิศทางการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ภายใต้ยุทธศาสตร์ Thailand Global Health Hub 2025–2034 ขณะเดียวกันกระแส T-Beauty ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยมีจุดแข็งจากความหลากหลายขององค์ความรู้ด้านสุขภาพ ความงาม บริการทางการแพทย์ และนวัตกรรมของไทย
ความสำคัญของอุตสาหกรรมความงามยุคใหม่ไม่ได้อยู่เพียงการสร้าง “ผลลัพธ์ที่เห็นได้ทันที” หากเป็นการทำความเข้าใจว่า ความเสื่อมของผิวเกิดขึ้นอย่างไร และจะสามารถดูแลหรือชะลอกระบวนการดังกล่าวได้อย่างไรบนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์

แนวคิด Skin Longevity จึงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะเป็นการมองสุขภาพผิวในระยะยาว ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ กลไกทางชีววิทยา ไปจนถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพและการทำงานของผิว โดยมีเป้าหมายให้การดูแลความงามไม่ได้แยกออกจากสุขภาพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลคุณภาพชีวิตในระยะยาว
จากโจทย์ดังกล่าว บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย จำกัด ยักษ์ใหญ่ผู้นำนวัตกรรมความงามระดับโลก และ ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้จับมือกัน ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา เพื่อร่วมสร้างองค์ความรู้ด้าน Aesthetic Longevity และ Skin Longevity บนพื้นฐานของหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

ภญ.กิตติวรรณ รัตนจันทร์ รองประธานบริหารอาวุโส ฝ่ายการพาณิชย์ประจำภูมิภาคญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ บริษัท เมิร์ซ เอสเธติกส์ เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า ความร่วมมือกับนาโนเทคครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการลงนามในบันทึกความเข้าใจ แต่เป็น “Knowledge Partnership” ที่เชื่อมโยงนักวิจัย แพทย์ และภาคเอกชน เพื่อร่วมกันศึกษาและพิสูจน์บทบาทของเวชศาสตร์ความงามต่อ Skin Longevity และ Aesthetic Longevity ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่องประมาณ 1 ปี และไม่มีกรอบเวลาสิ้นสุด เพราะเป็นการวิจัยที่มุ่งต่อยอดตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การพิสูจน์ประสิทธิภาพ ไปจนถึงการพัฒนาสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยปัจจุบันมีผลงานวิจัยบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ของเมิร์ซก้าวเข้าสู่ระดับอุตสาหกรรมแล้ว และอยู่ระหว่างการทดสอบในสภาวะจำลองเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ก่อนเตรียมความพร้อมสู่การเปิดตัว
“งานวิจัยหนึ่งคำตอบอาจนำไปสู่คำถามใหม่และโจทย์ใหม่ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม” ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้ยังสามารถขยายไปได้อีกหลายมิติ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและความปลอดภัย ตลอดจนสนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและตอบโจทย์เฉพาะบุคคล
“เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวจากผู้รับองค์ความรู้จากต่างประเทศ สู่การเป็นผู้สร้างองค์ความรู้และงานวิจัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และวางรากฐานสู่การเป็นหนึ่งในผู้นำด้าน Aesthetic Longevity ของภูมิภาคในอนาคต”

ด้าน ดร.ธวิน เอี่ยมปรีดี ผู้อำนวยการแผนงานนวัตกรรมแพลตฟอร์มสร้างนวัตกรรมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรไทยเพื่อความงาม สุขภาพ และอายุยืนยาว (PhytoEX) กล่าวว่า นาโนเทคจะนำองค์ความรู้และแพลตฟอร์มทางวิทยาศาสตร์ด้าน Skin Longevity มาศึกษาการเปลี่ยนแปลงของผิวในระดับชีววิทยาอย่างเป็นระบบ โดยครอบคลุมตั้งแต่กลไกความชราของผิว หรือ Skin Aging Hallmarks การคงไว้ซึ่งสุขภาพและการทำงานของผิว หรือ Skinspan ไปจนถึงการยืนยันผลในมนุษย์รวมถึงศึกษาการตอบสนองของผิวต่อปัจจัยแวดล้อม หรือ Exposome เช่น รังสี UV แสงสีฟ้า และฝุ่น PM2.5 เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผิวในระดับชีววิทยาและต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
สำหรับแพลตฟอร์ม PhytoEX มุ่งพัฒนาและผลิตสารออกฤทธิ์มูลค่าสูงจากสมุนไพรไทย เพื่อยกระดับจากวัตถุดิบสู่สารสำคัญที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก แม้ไทยมีความหลากหลายและศักยภาพด้านสมุนไพร แต่ยังมีการนำเข้าสารสกัดมากกว่าการส่งออกอยู่

PhytoEX จึงเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่าด้วยเทคโนโลยีตั้งแต่การสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การห่อหุ้มสารสำคัญระดับนาโน (Nano-encapsulation) ไปจนถึงการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัย ตั้งแต่ระดับเซลล์ เนื้อเยื่อผิวหนังมนุษย์ สัตว์ทดลอง ไปจนถึงการทดสอบทางคลินิกและด้าน Longevity
"ภาคเอกชนจะเป็นพันธมิตรสำคัญในการนำองค์ความรู้และสารออกฤทธิ์จากห้องปฏิบัติการไปสู่ผู้บริโภค ผ่านโครงการ PhytoEX Celebrity Accelerator Program และ PhytoEX Innovation Competition เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถวางจำหน่ายและแข่งขันได้จริง สร้างการเติบโตของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทยบนฐานของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ดร.ธวินกล่าว"
ยกระดับมาตรฐานงานวิจัยไทย

ดร.ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการนำศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแพลตฟอร์ม Skin Longevity ของนาโนเทค มาทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมระดับโลก เพื่อศึกษากลไกความชราของผิวในระดับชีววิทยาอย่างลึกซึ้ง
หัวใจสำคัญคือการผลักดันเวชศาสตร์ความงามให้ก้าวไปบนฐานของ “หลักฐานทางวิทยาศาสตร์” ที่ชัดเจนและตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับมาตรฐานงานวิจัยด้านสุขภาพผิวของไทย พร้อมสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เชื่อมโยงนักวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีสากล
จากความงามสู่สุขภาพองค์รวม

ขณะที่ นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงเวชศาสตร์วิถีชีวิต มองว่า แนวคิด “Longevity” ในปัจจุบันไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอายุยืน แต่คือการยืดช่วงเวลาที่ร่างกายยังมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มศักยภาพ เช่นเดียวกับ “Skin Longevity” ที่ไม่ได้มองเพียงการทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์จากภายนอก แต่ให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาว เพราะผิวไม่ได้แยกขาดจากสุขภาพโดยรวม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพเดียวกัน
ดังนั้น ทิศทางของเวชศาสตร์ความงามในอนาคตจึงมีแนวโน้มก้าวจากการแก้ปัญหาที่มองเห็นภายนอก ไปสู่การทำความเข้าใจสุขภาพผิวในเชิงลึก และเชื่อมโยงเข้ากับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อให้ความงามไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการมีสุขภาพที่ดีและคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว
ความร่วมมือระหว่าง เมิร์ซ เอสเธติกส์ กับ นาโนเทค สวทช. เป็นการมุ่งศึกษากลไกการเปลี่ยนแปลงและความเสื่อมของผิวในระดับลึก เพื่อนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่งานวิจัย เทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และบริการด้านสุขภาพและความงามมูลค่าสูง พร้อมสร้างสะพานเชื่อม “นักวิจัย–แพทย์–ภาคอุตสาหกรรม” ตั้งแต่ต้นน้ำขององค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์จริง ลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด และพัฒนาเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ตรงจุดสอดรับกับทิศทางเวชศาสตร์ความงามที่กำลังเปลี่ยนจาก “Aesthetic” สู่ “Aesthetic Longevity” จากการมุ่งดูแลเพียงรูปลักษณ์ภายนอก สู่การทำความเข้าใจสุขภาพและการทำงานของผิวในระยะยาว เพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ

นับเป็นอีกก้าวที่เปิดโอกาสให้ไทยขยับจากการเป็นเพียงตลาดความงาม สู่การเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้าน Aesthetic Longevity ที่แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมต่อยอดสู่การสร้าง “T-Beauty” รูปแบบใหม่ ที่เชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ความงาม เทคโนโลยี และ Longevity เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ