Last updated: 2 พ.ค. 2569 | 90 จำนวนผู้เข้าชม |
นำร่อง 14 โรงพยาบาล ใช้ AI วิเคราะห์เอกซเรย์-คัดกรองมะเร็งแม่นยำขึ้น ผนึกเครือข่าย Medical AI Consortium เปิดแพลตฟอร์มข้อมูลหนุนวิจัย-ใช้จริงทั่วประเทศ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้ายกระดับระบบสาธารณสุขไทย เปิดใช้ “Medical AI Platform” ฝีมือคนไทย ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ลดระยะเวลารอผลตรวจ และเพิ่มโอกาสในการคัดกรองโรคร้ายอย่างมะเร็งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
โครงการดังกล่าวเริ่มนำร่องใช้งานจริงแล้วในโรงพยาบาลกว่า 14 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ เช่น เอกซเรย์ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์ ลดภาระงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขณะเดียวกันยังช่วยลดโอกาสการเกิดโรคเรื้อรังจากการตรวจพบที่ล่าช้า

ความร่วมมือครั้งนี้นำโดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผ่านศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ผนึกกำลังเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ หน่วยงานรัฐ และพันธมิตรภาคเอกชน ภายใต้โครงการ “Medical AI Consortium” เพื่อผลักดันการใช้ AI ในระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการเปิดให้บริการ “ชุดข้อมูลทางการแพทย์” ของเครือข่าย เพื่อให้นักวิจัย นักพัฒนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงและนำไปทดลองใช้ต่อยอดได้ ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัย การพัฒนา การทดสอบ ไปจนถึงการใช้งานจริง สร้างระบบนิเวศด้าน Medical AI (Medical AI Ecosystem) ของประเทศให้แข็งแกร่ง
การขับเคลื่อน Medical AI ไม่เพียงช่วยยกระดับคุณภาพบริการทางการแพทย์ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีและเครื่องมือจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและอธิปไตยข้อมูลของไทยในระยะยาว พร้อมกันนี้ ภาครัฐยังเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และการยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาและขยายผล
การเปิดตัว Medical AI Platform ครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสุขภาพยุคใหม่ ที่ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และปูทางสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวเปิดงานและปาฐกถาว่า ประเทศไทยต้องยกระดับจาก “Wellness Destination” ไปสู่ “Wellness Economy” อย่างเต็มรูปแบบ โดยมี “บริการทางการแพทย์” เป็นจุดขายสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก
สิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนคือ “ข้อมูล” ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลการรักษา จีโนมิกส์ อาหาร ยา รวมถึงบริบทเฉพาะของประเทศเขตร้อน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่นักท่องเที่ยวด้านสุขภาพใช้ประกอบการตัดสินใจ หากไทยไม่สามารถจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญบนเวทีโลก
ในยุคที่ความซับซ้อนเพิ่มขึ้น การใช้แรงมนุษย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป จึงจำเป็นต้องนำ AI เข้ามาบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อออกแบบนโยบายและบริการที่แม่นยำ โดยข้อมูลต้องมีมาตรฐาน ได้รับการรับรอง และเทียบเท่าระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้บริการ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ “ความมั่นคงทางข้อมูล” ทั้งด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้และอธิปไตยข้อมูลสุขภาพ หากไทยไม่เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และระบบจัดการข้อมูลของตนเอง อาจเสี่ยงสูญเสียความสามารถในการควบคุมทรัพยากรสำคัญของประเทศโดยไม่รู้ตัว
ภาครัฐจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา Medical AI Infrastructure ควบคู่กับการวิจัยและพัฒนายา ซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมที่ต้อง “ทำได้เอง” พร้อมเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อรองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และเร่งยกระดับทักษะแรงงานผ่านการอัปสกิลและรีสกิล
การขับเคลื่อน “Medical AI Consortium” จึงเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันนโยบาย “Wellness Thailand” มุ่งเปลี่ยนระบบสุขภาพไทยจาก “ซ่อมสุขภาพ” ไปสู่ “การสร้างเสริมสุขภาพ” อย่างยั่งยืน พร้อมวางรากฐานประเทศสู่การเป็น “AI & Data-Driven Nation (AI for ALL)”

เป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ข้อมูลสุขภาพของคนไทยปลอดภัย ไม่รั่วไหล และถูกนำไปใช้พัฒนา Medical AI ที่ตอบโจทย์คนไทยได้จริง เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมสุขภาพระดับโลกในอนาคต.

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุว่า ประเทศไทยได้วาง “โครงสร้างพื้นฐาน Medical AI” ครบทั้งห่วงโซ่ ผ่าน Medical AI Consortium ตั้งแต่ฐานข้อมูลภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ ระบบประมวลผลสมรรถนะสูงอย่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์ LANTA ไปจนถึงห้องทดสอบซอฟต์แวร์เครื่องมือแพทย์ (SQUAT) ที่สอดคล้องมาตรฐาน อย. พร้อมพัฒนาระบบ Benchmark เพื่อเร่งให้นวัตกรรมจากห้องแล็บสามารถขึ้นทะเบียนและนำไปใช้จริงได้เร็วและปลอดภัยมากขึ้น
ในส่วนของการสนับสนุนการวิจัย ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ ผู้อำนวยการ บพค. เสริมว่า ได้เดินหน้าสนับสนุนงบประมาณและสร้างเครือข่ายความร่วมมือแบบ Shared Innovation เพื่อผลักดัน Medical AI ให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม โดยปัจจุบัน Consortium ขยายความร่วมมือสู่ 8 หน่วยงานหลัก ครอบคลุมเครือข่ายโรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว
เนคเทคผนึกพันธมิตร สร้างระบบนิเวศครบวงจร ดันนวัตกรรมสู่โรงพยาบาลจริง

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. เปิดเผยว่า ความร่วมมือด้าน Medical AI ระหว่าง สวทช. กรมการแพทย์ และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งดำเนินมาต่อเนื่องกว่า 3 ปี ภายใต้การสนับสนุนของหน่วยให้ทุน (กบพ. กระทรวง อว.) กำลังเดินเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของระบบสาธารณสุขไทย
จุดตั้งต้นของโครงการนี้ มาจากการมองเห็นศักยภาพของ Medical AI ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาด้านการแพทย์ ที่ทำให้เราสามารถ ยกระดับ “คุณภาพบริการสุขภาพ” และ “เศรษฐกิจประเทศ” ให้ก้าวสู่ S-Curve ใหม่ที่แข่งขันได้ในระดับสากล
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีองค์ความรู้ บุคลากร และสิทธิประโยชน์ที่เอื้อต่อการพัฒนา AI ทางการแพทย์ แต่ยังขาด “ระบบนิเวศที่เชื่อมต่อครบวงจร” นี่จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง Medical AI Consortium เพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ การรวบรวมและเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ การพัฒนาบุคลากร AI เฉพาะทาง การวางโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้งานจริง การทดสอบและผลักดันสู่การขึ้นทะเบียน อย.ไปจนถึงการต่อยอดเชิงนวัตกรรมและสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจ
3 ปีแห่งการปูรากฐาน วันนี้เริ่มเห็นผลจริง
ล่าสุดมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มกลาง ที่รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์กว่า 2.4 ล้านภาพ ครอบคลุม 8 กลุ่มโรค โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรหลักและสมาชิกใหม่ อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ข้อมูลขนาดใหญ่นี้ถูกนำไปพัฒนาเป็น AI แล้วเกือบ 10 โมเดล โดยมีอย่างน้อย 2 โมเดล ที่อยู่ในขั้นตอนทดสอบและเตรียมยื่นขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ การทำให้ AI “ใช้งานได้จริงในทุกบริบท” ไม่ใช่เฉพาะโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ต้องครอบคลุมถึงโรงพยาบาลชุมชนและพื้นที่ห่างไกล
ดังนั้น การพัฒนาฐานข้อมูลให้มี “ความหลากหลายเชิงพื้นที่” จึงเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่า AI ที่ผ่านการรับรองแล้ว สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทั่วประเทศ 2 นวัตกรรมไฮไลต์ เตรียมขึ้นทะเบียน อย. คือ “LiverSound” ระบบ AI ช่วยคัดกรองมะเร็งตับ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมใช้งานในเขตสุขภาพที่ 3 และ “RAMAAI CXR Solution” ระบบวิเคราะห์ภาพเอกซเรย์ทรวงอก จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เริ่มนำร่องแล้วในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ รวม 14 แห่ง
เปิดใช้ข้อมูล 2 ระดับ ปูทางสู่การใช้งานจริง
แพลตฟอร์ม Medical AI จะให้บริการข้อมูลใน 2 ระดับ ได้แก่ Open Data สำหรับบุคคลทั่วไป สามารถลงทะเบียนและเข้าถึงข้อมูลได้ และMember Data สำหรับหน่วยงานสมาชิก เพื่อใช้ข้อมูลเชิงลึกในการพัฒนา AI ระดับสูงซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่ ที่จะดัน Medical AI Consortium ยกระดับสู่ Center of Excellence (CoE) ภายใต้แผนการพัฒนา AI แห่งชาติ โดยมีมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพหลักในการขับเคลื่อน ในระยะต่อไป ประเทศไทยต้องเร่งสร้าง ความร่วมมืออย่างครบวงตรทั้งด้านเทคโนโลยี การขึ้นทะเบียน และสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้อย่างแท้จริง