Last updated: 29 เม.ย 2569 | 36 จำนวนผู้เข้าชม |
การผลักดันผลงานวิจัยไทยออกจากหิ้งสู่การใช้งานจริงนับเป็นนโยบายเร่งด่วน ที่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ประกาศอย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากเชิงวิชาการสู่การใช้ประโยชน์จริงโดยเป็นเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ เพื่อ ยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตประชาชน ควบคู่การเพิ่มศักยภาพภาคเกษตรและอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อว. กล่าวในการประชุมคณะกรรมการ กวทช. นัดแรก และได้เปิดนโยบายใหญ่ ปลุก สวทช. สู่บทบาท “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ยึดหลักการทำงานมุ่งวิจัยที่ตรงเป้า แม่นยำและตอบโจทย์นโยบาย 10 พลัสของรัฐบาล โดยให้ขับเคลื่อนผ่านแนวคิด New Research Engine หรือ“เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” หัวใจสำคัญคือ ผลงานวิจัยต้องใช้ได้จริง” เปลี่ยนงานจากบนหิ้งสู่การใช้งานที่สร้างผลกระทบสูง (High Impact) และเข้าถึงคนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกรและ SMEs ที่จะได้ใช้เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับสู่ตลาดโลก
นอกจากนี้ ยังเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านแพลตฟอร์มการแพทย์ดิจิทัลที่เข้าถึงระดับชุมชน และระบบการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อสร้างคนคุณภาพรองรับอนาคต
“เรากำลังเปลี่ยน สวทช. ให้เป็นเครื่องยนต์ที่ทรงพลังกว่าเดิม งานวิจัยต้องเข้าถึงทุกคน” ยศชนันย้ำ พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2570 ให้นวัตกรรมไทยเข้าถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน และสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ-สังคมกว่า 17,000 ล้านบาท
ด้าน ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. ระบุถึง “การลงมือทำจริง” ว่า สวทช. พร้อมขับเคลื่อนนโยบายด้วยศักยภาพทีมวิจัยและบุคลากรกว่า 3,000 คน จากศูนย์วิจัยแห่งชาติทั้ง 5 แห่ง โดยยึดแนวคิด “งานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริง” เป็นแกนหลัก

“เราเปลี่ยนความเชี่ยวชาญของนักวิจัยให้กลายเป็นคำตอบของประเทศ งานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่ในแล็บ แต่ต้องออกไปสร้างผลกระทบจริง ทั้งต่อเศรษฐกิจและชีวิตประชาชน” ศ.ดร.ชูกิจ กล่าว
เขาอธิบายว่า โมเดลการทำงานแบบ “Battle–Pre-battle” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง คือกลไกสำคัญในการเร่งให้งานวิจัยตอบโจทย์เร่งด่วนของประเทศ และนำไปใช้ได้จริงในวงกว้าง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและระดับชุมชน

จากนั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ชมโรงงานผลิตพืช (Plant Factory) ของไบโอเทค สวทช. พร้อมกล่าวว่า Plant Factory เป็นตัวอย่างหนึ่งของนโยบายด้านที่ 1 (การยกระดับเกษตรกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (Agri-Tech) และนโยบายเศรษฐกิจมูลค่าสูง) ของกระทรวง อว. ที่ต้องการยกระดับเกษตรกรรมไทย โดยโรงงานผลิตพืชไม่ใช่แค่การปลูกผักในร่มแบบธรรมดาแต่ใช้เทคโนโลยีควบคุมการปลูกแบบ 100% เพื่อผลิต “สารสกัดมูลค่าสูง” สำหรับอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง
ชี้ชัดว่าเทรนด์ทางธุรกิจ Health and Wellness กำลังเติบโตต่อเนื่อง พลิกโฉมเกษตรไทยจากการขายผลผลิตแบบเดิม
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า นโยบาย จะเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เมื่อเครื่องยนต์วิจัยทำงานเต็มกำลัง ไทยก็มีโอกาสขยับเข้าใกล้ประเทศรายได้สูงได้เร็วขึ้น ในอนาคต