แอนติบอดีอนุภาคนาโน ฝืมือนักวิจัยไทย ความหวังใหม่ของการรักษาไข้เลือดออกสู่เวชศาสตร์แม่นยำ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UNESCO

Last updated: 28 ก.พ. 2569  |  169 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แอนติบอดีอนุภาคนาโน  ฝืมือนักวิจัยไทย ความหวังใหม่ของการรักษาไข้เลือดออกสู่เวชศาสตร์แม่นยำ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UNESCO

โรคไข้เลือดออกยังคงเป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญของโลก โดยข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อทั่วโลกมากกว่า 400 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน

สำหรับประเทศไทย โรคไข้เลือดออกยังคงพบการระบาดเป็นระยะทุกปี โดยในปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน มีผู้ป่วยเกือบ 1  แสนคน กระจายอยู่ในหลายจังหวัด แม้ระบบสาธารณสุขจะมีแนวทางดูแลรักษาที่ได้มาตรฐานและสามารถลดอัตราการเสียชีวิตลงได้มาก แต่ปัจจุบันยังไม่มียาต้านไวรัสเฉพาะที่สามารถรักษาโรคไข้เลือดออกได้โดยตรง การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการอย่างใกล้ชิด ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และเฝ้าระวังอาการรุนแรงเป็นหลัก    ด้วยเหตุนี้ โรคไข้เลือดออกจึงยังเป็นความท้าทายทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้งานวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ด้านการรักษาและป้องกันโรคนี้ยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน

โครงการดังกล่าวนำโดย ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง นักวิจัยจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ภายใต้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มุ่งพัฒนาระบบอนุภาคนาโนชนิดโพลีเมอร์สำหรับนำส่งแอนติบอดีที่จำเพาะต่อไวรัสเด็งกี่เข้าสู่เซลล์โดยตรง เพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการยับยั้งไวรัส

ผลการทดลองระดับพิสูจน์แนวคิด (proof-of-concept) พบว่า อนุภาคนาโนสามารถปกป้องแอนติบอดีจากการสลายตัว เพิ่มการเข้าสู่เซลล์ที่ติดเชื้อ และยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสได้ทั้งภายในและภายนอกเซลล์ พร้อมลดการตายของเซลล์อย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นความหวังใหม่ของแนวทางรักษาไข้เลือดออกในอนาคต


โครงการวิจัย "การนำส่งแอนติบอดีที่จำเพาะต่อโปรตีนของไวรัสเดงกี่เข้าสู่เซลล์โดยใช้อนุภาคนาโนชนิดโพลิเมอร์" (Investigation of Dengue-infected Cells Treated with Antibody-Nanoparticles: Host and Viral Views) อยู่ในขั้นต้นน้ำ แต่ก็มีความสำคัญในการรักษาโรคในอนาคต ซึ่งได้มีการจดสิทธิบัตร และการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ
และยังได้ขยายความร่วมมือการวิจัยกับนานาชาติโดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Alliance of International Science Organizations for the Belt and Road Regions (ANSO) และทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ จากหลายสถาบัน อาทิ มหาวิทยาลัยมหิดล, โรงพยาบาลศิริราช และ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

การได้รับการคัดเลือกภายใต้กรอบทศวรรษสากลแห่งวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การยูเนสโก (UNESCO’s International Decade of Sciences for Sustainable Development) สะท้อนศักยภาพนักวิจัยไทยในการขับเคลื่อนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพระดับโลก พร้อมเสริมสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม


ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง  กล่าวว่า “โรคไข้เลือดออกยังเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย เป็นโรคที่เกิดจากไวรัสและ ความซับซ้อนของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายดังนั้นปัญหาในการเตรียม วัคซีนหรือยาค่อนข้างยาก ซึ่งโครงการวิจัยนี้เป็นแนวทางใหม่ในการนำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพมาใช้ โดยสร้างอนุภาคนาโนชนิดโพลิเมอร์สำหรับห่อหุ้มและนำส่งแอนติบอดีจำเพาะต่อไวรัสเด็งกี่เข้าสู่เซลล์โดยตรง แนวคิดสำคัญคือการปกป้องแอนติบอดีไม่ให้ถูกทำลายภายนอกเซลล์ และเพิ่มความแม่นยำในการเข้าถึงจุดที่ไวรัสกำลังเพิ่มจำนวนอยู่ภายในเซลล์ และผลจากการทดลองพบว่า สามารถลดการติดเชื้อทั้งภายนอกและภายในเซลล์ได้ รวมถึงลดการตายของเซลล์ตับที่ติดเชื้อไวรัส แนวคิดนี้จัดอยู่ในกลุ่ม Nanomedicine และสอดคล้องกับแนวทางเวชศาสตร์แม่นยำ (Precision Medicine)

ดังนั้น งานวิจัยนี้ไม่เพียงสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังวางรากฐานเทคโนโลยีการรักษาที่แม่นยำ ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเสริมความมั่นคงด้านสุขภาพในระยะยาว การได้รับการยอมรับในกรอบทศวรรษวิทยาศาสตร์ของยูเนสโก คือแรงผลักดันสำคัญให้เราต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้จริง และขยายสู่โรคติดเชื้ออื่นในอนาคต”  


ด้าน ผศ.ดร.นิสา ปฏิการมณฑล อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า งานวิจัยดังกล่าวยังต้องทดสอบในสัตว์ทดลองที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ก่อนพัฒนาไปสู่การทดลองในผู้ป่วยไข้เลือดออก ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกมากกว่า 5 ปี พร้อมกันนี้ยังสะท้อนความหวังให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และสนับสนุนงานวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความก้าวหน้าทางการแพทย์ของประเทศ.


ดร.ร่มฉัตร ไกรว่อง ชี้ว่า การได้รับเลือกภายใต้กรอบวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของ UNESCO จะเร่งยกระดับงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การประยุกต์ใช้จริง ทั้งการต่อยอดรักษาโรคติดเชื้ออื่น ๆ การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และการผลักดันสิทธิบัตร  งานตีพิมพ์นานาชาติ  พัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ และขยายเครือข่ายความร่วมมือรักษาโรคติดเชื้อหลากหลายชนิด พร้อมขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมไทยให้มีบทบาทต่อสุขภาพของประเทศและประชาคมโลกอย่างยั่งยืน

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้