Last updated: 4 พ.ย. 2569 | 80 จำนวนผู้เข้าชม |
โรคใบด่างมันสำปะหลังยังเป็นปัญหาสำคัญของภาคเกษตรในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง หลังการแพร่ระบาดส่งผลกระทบต่อผลผลิต รายได้เกษตรกร และวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมแปรรูปมันสำปะหลัง การเฝ้าระวังโรคและคัดกรองท่อนพันธุ์ก่อนนำไปปลูกจึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสียหายและป้องกันการแพร่ระบาดในระยะยาว

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แห่งชาติเวียดนาม (Vietnam National University of Agriculture: VNUA) เดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมระบบผลิตท่อนพันธุ์สะอาดให้แก่นักวิจัย เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร และเกษตรกรเวียดนาม เพื่อเสริมศักยภาพการจัดการโรคและยกระดับการผลิตมันสำปะหลังอย่างยั่งยืน

ดร.แสงสูรย์ เจริญวิไลศิริ หัวหน้าโครงการและนักวิจัยจากทีมวิจัยการผลิตโมโนโคลนอลแอนติบอดีและการประยุกต์ใช้ ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยไทย เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว มีส่วนแบ่งการส่งออกมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์รวมกันกว่า 90% ของตลาดโลก แต่การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังกำลังเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากเชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านท่อนพันธุ์ที่ติดเชื้อและแมลงหวี่ขาว ส่งผลกระทบต่อผลผลิตและความพร้อมของท่อนพันธุ์สำหรับฤดูเพาะปลูกถัดไป
การจัดการโรคจึงไม่สามารถพึ่งพาการกำจัดต้นที่ติดเชื้อเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การผลิตและคัดเลือกท่อนพันธุ์สะอาด การตรวจวินิจฉัยโรค ตลอดจนการเฝ้าระวังและควบคุมแมลงพาหะในแปลงปลูก

สำหรับเทคโนโลยีที่ สวทช. นำไปถ่ายทอดในครั้งนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อเพื่อผลิตและขยายพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยนักวิจัยจากธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ (NBT) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาระบบผลิตท่อนพันธุ์ที่ลดความเสี่ยงจากการนำเชื้อโรคไปสู่แปลงปลูกใหม่
อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือชุดตรวจ SLCMV Strip Test ที่สามารถนำไปใช้ตรวจหาเชื้อในแปลงปลูกและทราบผลได้ภายใน 15 นาที ช่วยให้เกษตรกรและเจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองต้นมันสำปะหลังที่สงสัยว่าติดเชื้อได้รวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องส่งตัวอย่างไปตรวจในห้องปฏิบัติการทุกครั้ง ทำให้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจจัดการต้นที่ติดเชื้อได้ทันท่วงที ลดความเสี่ยงในการนำท่อนพันธุ์ที่มีเชื้อไปใช้ปลูกต่อ

ขณะเดียวกัน ยังมีเทคนิค DAS-ELISA สำหรับตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างจำนวนมากในห้องปฏิบัติการ โดยใช้เครื่อง WellScan ที่พัฒนาโดยเนคเทค สวทช. เป็นเครื่องมือช่วยอ่านและวิเคราะห์ผล ELISA เพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยและเฝ้าระวังโรคอย่างเป็นระบบ
นอกจากการตรวจโรคและผลิตท่อนพันธุ์สะอาดแล้ว ทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ (ABCT) ไบโอเทค สวทช. ยังถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการควบคุมแมลงหวี่ขาวด้วยชีววิธี (Biocontrol) เพื่อเป็นทางเลือกในการลดประชากรแมลงพาหะ ลดการพึ่งพาสารเคมี และส่งเสริมการจัดการศัตรูพืชที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ด้าน Dr. Ha Viet Cuong ผู้แทนจากภาควิชาโรคพืช คณะเกษตรศาสตร์ VNUA กล่าวว่า ความร่วมมือกับไบโอเทค สวทช. เป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านการเกษตรและเกษตรกรเวียดนาม ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติจริงทั้งในห้องปฏิบัติการและพื้นที่เพาะปลูก เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือดังกล่าวดำเนินการผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติ “CleanCass Workshop - Cassava Mosaic Disease Diagnosis and Clean Cassava Seed Production Systems” ระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 ณ กรุงฮานอยและจังหวัดฟู้เถาะ ประเทศเวียดนาม ภายใต้โครงการส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังที่ยั่งยืนในประเทศแถบลุ่มน้ำโขง โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนความร่วมมือพิเศษล้านช้าง-แม่โขง มีผู้เข้าร่วมกว่า 50 คน

ตลอดการอบรม ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังและเทคโนโลยีการจัดการโรคกับผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานวิจัยของไทยและเวียดนาม พร้อมฝึกตรวจวินิจฉัยโรคด้วยวิธี DAS-ELISA และชุดตรวจ SLCMV Strip Test ในห้องปฏิบัติการ ก่อนลงพื้นที่แปลงปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดฟู้เถาะ เพื่อทดลองใช้ชุดตรวจในสภาพแปลงจริง รวมถึงเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพเซลล์พืช ณ สถาบันพันธุศาสตร์เกษตร (AGI) เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการผลิตและขยายพันธุ์พืชสะอาด
การถ่ายทอดเทคโนโลยีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของงานวิจัยและนวัตกรรมไทยในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดแก้ปัญหาภาคเกษตรในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะการสร้างระบบตรวจวินิจฉัยโรค การผลิตท่อนพันธุ์สะอาด และการควบคุมแมลงพาหะอย่างครบวงจร ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงจากโรคใบด่าง เพิ่มความมั่นคงด้านการผลิต และสนับสนุนความยั่งยืนของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง