จากงานวิจัยสู่สมุนไพรมูลค่าสูง นาโนเทคเปิดกลยุทธ์ใหม่ ส่ง 3 ผลิตภัณฑ์เจาะตลาดสุขภาพ ความงาม Petcare

Last updated: 28 ส.ค. 2569  |  66 จำนวนผู้เข้าชม  | 

จากงานวิจัยสู่สมุนไพรมูลค่าสูง  นาโนเทคเปิดกลยุทธ์ใหม่ ส่ง 3 ผลิตภัณฑ์เจาะตลาดสุขภาพ ความงาม Petcare

ตอนนี้สมุนไพรไทยกำลังเนื้อหอม เมื่อวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยต่อยอด “ขมิ้นชัน–ทองพันชั่ง–รกสุกร” สู่การวิจัยและพัฒนาเป็นสารสกัดมูลค่าสูง ก่อนผลิตออกสู่ตลาดในรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย ตั้งแต่ขมิ้นชันถูกเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ รกสุกรถูกนำกลับมาสร้างมูลค่าในตลาดบิวตี้ ขณะที่ทองพันชั่งสมุนไพรธรรมชาติกำลังขยับเข้าสู่ตลาด Pet Care ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคสายรักสัตว์


เบื้องหลังการต่อยอดครั้งนี้ นาโนเทค สวทช. ปรับวิธีการทำงานจากแนวทาง “วิจัยแล้วถ่ายทอด” สู่การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนนำองค์ความรู้ไปทดลองผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และทดสอบตลาดก่อน ทำให้งานวิจัยจากห้องแล็บถูกนำไปใช้จริงในเชิงพาณิช์มากขึ้น


ดร.ภญ. อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวว่า นาโนเทคให้ความสำคัญกับการยกระดับสมุนไพรไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนรูปแบบจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีมูลค่าสูงขึ้น ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหา รวมถึงพิสูจน์คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด จึงเป็นที่มาของโครงการที่ทำมานานกว่า 1 ปี และมีการเปิดตัวโครงการไปเมื่อปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน สวทช.ได้พูดคุยกับบริษัทเอกชนที่สนใจพัฒนาวัตถุดิบสมุนไพรประมาณ 7 ราย ก่อนคัดเลือกจนเหลือ 3 บริษัทที่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน สำหรับแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สวทช.ไม่ได้จำกัดเฉพาะสารสกัดจากสมุนไพร แต่เปิดกว้างถึงสารสกัดจากสัตว์ โดยมุ่งพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบที่ใช้งานง่าย และมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับทั้งด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ที่สำคัญคือการปรับรูปแบบการทำงานกับภาคเอกชน จากเดิมที่นำผลงานวิจัย ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เอกชนทันที มาเป็นการให้เอกชนทดลองนำสารสกัดหรือผลิตภัณฑ์ต้นแบบไปปรับใช้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทในช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อน

อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาร่วมกันตอบโจทย์บริษัทและตลาดหรือไม่ รวมถึงได้ทดสอบการตอบรับของตลาดก่อนตัดสินใจถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ เพราะที่ผ่านมาเมื่อเอกชนรับเทคโนโลยีไปแล้ว อาจประสบปัญหาระยะแรก ทั้งเรื่องราคา กลุ่มตลาด และกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่เหมาะสม สวทช.จึงปรับกระบวนการให้เกิดการพูดคุยและทดลองร่วมกันก่อน เมื่อมีความมั่นใจจึงเข้าสู่ขั้นตอนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์


ผลจากแนวทางนี้นำมาสู่ 3 ผลิตภัณฑ์ที่ประกาศความสำเร็จในครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท HCNPR ที่พัฒนาสารสกัดขมิ้นชัน โดยปรับรูปแบบให้มีสีสันและการละลายที่ดีขึ้น เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานของบริษัท และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันแบบเม็ดฟู่ โดยในอนาคตอาจต่อยอดไปสู่รูปแบบอื่น    บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด สนใจสารสกัดจากรกหมู โดยมุ่งพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติช่วยลดการเกิดฝ้า หรือบริเวณผิวที่มีสีคล้ำและสีผิวไม่สม่ำเสมอ
ขณะที่บริษัท VRI มุ่งเน้นตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง โดยนำสารสกัดจากใบทองพันชั่งมาพัฒนาในรูปแบบสเปรย์สำหรับใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง สอดรับกับตลาดคนรักสัตว์เลี้ยงที่กำลังเติบโต และสะท้อนโอกาสของการนำสารสกัดจากธรรมชาติมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในตลาดใหม่ ๆ ดร.ภญ. อุรชา กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่พร้อมออกสู่ตลาดมีดังนี้


ผลิตภัณฑ์ขมิ้นชันแบบเม็ดฟู่ บริษัท “HCPR Pharmaceutical” ต่อยอดขมิ้นชันไทยด้วยนาโนเทค สู่เม็ดฟู่มูลค่าสูงโดย   ดร. ภก.บุญทวี พิทักษ์ตันสกุล CEO บริษัท เอชซี แอนด์ พีอาร์ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมุ่งยกระดับพืชเกษตรและสมุนไพรไทยจากการขายวัตถุดิบ สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมูลค่าสูง โดยพัฒนาครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคัดเลือกพืช วิจัยสารสำคัญ พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการทดสอบตลาดและสร้างช่องทางจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

หนึ่งในผลงานคือ Encapsulated Curcuminoid Effervescent Tablets หรือเม็ดฟู่จากอนุภาคขมิ้นชัน ที่นำเทคโนโลยี Encapsulation มาช่วยเพิ่มการดูดซึมสารเคอร์คูมิน พร้อมผสาน Piperine และ UC-II เพื่อดูแลสุขภาพข้อและระบบการเคลื่อนไหว โดยต้นแบบได้รับผลตอบรับที่ดีจากอาสาสมัคร และมีผลทดสอบพบว่าช่วยลดอาการปวดข้อและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินอย่างมีนัยสำคัญ

การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนาโนเทคจึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้ขมิ้นชันไทย สร้างความแตกต่างและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก พร้อมเป็นต้นแบบการเปลี่ยน “วัตถุดิบทางการเกษตร” สู่ “ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง” และยังเป็นการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่ยั่งยืน ตลอดห่วงโซ่ เพื่อเปลี่ยนงานวิจัยจาก "หิ้งสู่ห้าง"  สามารถสร้างกำไรเชิงพาณิชย์และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยไปพร้อมกัน


ด้าน น.ส. วรรณภา ชินชูศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบโอ บลูม จำกัด ในเครือสระบุรีฟาร์ม กรุ๊ป กล่าวว่า ตลาดโลกให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ นวัตกรรมจากธรรมชาติ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า บริษัทจึงนำ รกสุกร ซึ่งเป็นวัสดุเหลือจากกระบวนการผลิตภาคปศุสัตว์และเดิมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ มาศึกษาร่วมกับทีมนักวิจัยนาโนเทค ก่อนพัฒนาเป็นสารสกัดสำหรับผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ลดเลือนฝ้าแดดจากสารสกัดจากรกสุกร (Porcine Placenta Extract) ซึ่งมีกรดอะมิโน เปปไทด์ วิตามิน และแร่ธาตุ โดยมีจุดเด่นด้านการยับยั้งการสร้างเม็ดสีและเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับเมลานิน รวมถึงต้านอนุมูลอิสระ ตอบโจทย์ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เติบโตต่อเนื่อง ซึ่งความร่วมมือกับนาโนเทคช่วยเชื่อมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับความต้องการของภาคธุรกิจ ทำให้วัตถุดิบจากฟาร์มสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้จริง สะท้อนว่างานวิจัยไม่ได้จบเพียงในห้องทดลอง แต่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ได้


 น.ส. อรวรรณ อำนรรฆสรเดช ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนา บริษัท เวทโปรดักส์ รีเซิร์ช แอนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด (VRI) กล่าวว่า อุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยมีศักยภาพทั้งด้านการผลิต มาตรฐาน และการส่งออก ขณะที่ตลาดให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์ ความปลอดภัย และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมากขึ้น VRI จึงร่วมกับนาโนเทค นำสมุนไพรไทยมาต่อยอดจากวัตถุดิบสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยผสานเทคโนโลยีของนาโนเทคกับความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพสัตว์และตลาดของภาคเอกชน


ผลงานของ VRI คือ ผลิตภัณฑ์ต้นแบบสเปรย์บำรุงผิวหนังสัตว์เลี้ยงจากสารสกัดทองพันชั่งในรูปแบบนาโน ซึ่งพัฒนาด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้อยู่ในรูปแบบใช้งานสะดวก และมีศักยภาพต่อยอดสู่ตลาด Pet Health & Pet Care เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้สมุนไพรไทย โดยความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้งานวิจัยมีโอกาสก้าวจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์

โครงการ “การสร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์สมุนไพรสู่ตลาดใหม่มูลค่าสูง” เป็นกลไกเชื่อมงานวิจัยสู่ภาคธุรกิจ เปิดโอกาสให้เอกชนทดสอบตลาดและต่อยอดเทคโนโลยีก่อนลงทุนจริง ช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสให้งานวิจัยถูกใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับสมุนไพรไทยให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่มีหลักฐานวิทยาศาสตร์รองรับ และแข่งขันได้ในตลาดโลก.

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้