Last updated: 14 ต.ค. 2569 | 75 จำนวนผู้เข้าชม |
การสร้างเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอาจเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว ตั้งแต่การจัดการขยะให้เกิดประโยชน์ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปจนถึงการเลือกใช้เสื้อผ้าอย่างคุ้มค่า ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน
มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมขับเคลื่อน BKKCAW 2026 ผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงการจัดการขยะ ความหลากหลายทางชีวภาพ และแฟชั่นหมุนเวียน เพื่อถ่ายทอดแนวทางรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งในชีวิตประจำวันและองค์กรธุรกิจ พร้อมสนับสนุนคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้จากโครงการพัฒนาดอยตุงฯ เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่เหลือจากการจัดงาน มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
เริ่มจาก “ขยะไปต่อ” เปลี่ยนขยะให้มีคุณค่า

ขยะที่เกิดขึ้นในแต่ละวันไม่จำเป็นต้องจบลงที่หลุมฝังกลบเสมอไป หากมีระบบจัดการที่เหมาะสม วัสดุเหลือใช้ก็สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการใช้ประโยชน์ได้อีกครั้ง กิจกรรม “ขยะไปต่อ” จึงเชื่อมโยงแนวทางการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครเข้ากับบทเรียนจากดอยตุง ภายใต้แนวคิด Zero Waste to Landfill เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรอย่างเป็นระบบ และการลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ ซึ่งดำเนินงานโดยไม่มีขยะไปสู่บ่อฝังกลบอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561

นางสาวภาพพิมพ์ พิมมะรัตน์ ผู้ช่วยเลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การลดขยะสู่บ่อฝังกลบต้องอาศัยระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ตั้งแต่การลดขยะ การคัดแยก การจัดเก็บ ไปจนถึงการส่งต่อวัสดุไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นว่าขยะที่แยกแล้วจะไม่ถูกนำกลับไปเทรวม โดย กทม. เดินหน้าโครงการ Bangkok Reduce – Bangkok Reuse ตั้งเป้าลดขยะพลาสติก 100 ล้านชิ้น ผ่านการลดใช้บรรจุภัณฑ์แบบใช้ครั้งเดียวและส่งเสริมการใช้ซ้ำ

ด้าน ดร.ธนพงศ์ ดวงมณี ผู้อำนวยการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ถ่ายทอดประสบการณ์จากดอยตุง ซึ่งให้ความสำคัญกับการสำรวจประเภทและปริมาณขยะ การวางระบบจัดเก็บ การกำหนดผู้รับผิดชอบ และการเชื่อมโยงขยะแต่ละประเภทกับปลายทางที่เหมาะสม โดยมีข้อมูลและความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นหัวใจสำคัญ
ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ WHA Tower ชั้น 20–25 ซึ่งมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ให้คำปรึกษาด้านการจัดการขยะเป็นเวลา 8 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2569 โดยพัฒนาระบบจัดการขยะ 4 กลุ่ม ได้แก่ ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล ขยะพลังงาน RDF และขยะอันตราย พร้อมอบรมบุคลากรและเชื่อมโยงพันธมิตรปลายทาง ผลดำเนินงานพบว่าไม่มีขยะจากพื้นที่โครงการถูกส่งไปบ่อฝังกลบ อัตรารีไซเคิลเพิ่มเป็น 66.96% สูงกว่าเป้าหมาย 50% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 7.7 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
ถอดบทเรียน ‘พี่แจ็ค’ จาก DoiTung Zero Waste สู่ ‘คอนโดโมเดล’ ถ่ายทอดกรอบความคิด 6 ขั้นตอนขับเคลื่อนองค์กรยั่งยืน
“ถ้าเราจัดการเศษอาหารได้ เราก็ชนะไปครึ่งนึงแล้ว” เปิดเบื้องหลังการใช้นวัตกรรมความคิด ความเข้าใจมนุษย์ และระบบที่ไม่บังคับ เปลี่ยนพฤติกรรมคนในคอนโดฯ จนตัดขยะลงได้ถึง 50% พร้อมแชร์เฟรมเวิร์ค 6 ขั้นตอนขยายผลสู่องค์กรชั้นนำ
1. จุดเริ่มต้นจาก “ดอยตุง”: เปลี่ยนวิกฤตบ่อขยะเต็ม ให้เป็นนโยบาย Zero Waste
ย้อนกลับไปในปี 2561 จุดเปลี่ยนสำคัญของการทำขยะที่ดอยตุงเกิดจาก “วิกฤตบ่อขยะเต็ม” เร็วกว่าที่คาดไว้ จากเดิมที่ประเมินไว้ 20 ปี แต่เพียง 10 ปีหลุมขยะก็เต็ม ทำให้ต้องเร่งหาวิธีการแก้ปัญหา นวัตกรรมระบบล้างขยะ (MRF): ต้นเหตุของปัญหาขยะส่งกลิ่น เหม็น เปื้อน และดึงดูดสัตว์พาหะ คือขยะที่ไม่ถูกล้าง เมื่อนำระบบล้างมาใช้ ขยะก็สามารถนำไปรีไซเคิล หรือส่งไปเป็นพลังงาน (RDF) ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาบ่อฝังกลบอีกต่อไป
ยกระดับสู่นโยบายองค์กร: จากความสำเร็จที่เชียงราย CEO ได้ประกาศนโยบาย Zero Waste to Landfill ทั้งองค์กร ขยายผลไปยังออฟฟิศในเมือง เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ผ่านการทำ Sandbox ร่วมกับ กทม. เพื่อส่งขยะที่คัดแยกแล้วไปเผาเป็นพลังงานได้อย่างถูกต้อง
2. ‘คอนโดโมเดล’: ไม่บังคับ แต่สร้างทางเลือกและระบบแรงจูงใจ (Nudge Economics)
จากประสบการณ์ระดับองค์กร พี่แจ็คได้นำระบบมาทดลองใช้จริงในชีวิตประจำวัน ณ คอนโดมิเนียมที่ตนเองอาศัยอยู่ โดยเริ่มจากคำถามในใจว่า "If you build it, will they come?" (ถ้าเราสร้างระบบ แล้วจะมีคนทำตามไหม?)
กลยุทธ์การบริหารจัดการขยะในคอนโดฯ
ไม่บังคับ แต่มีทางเลือก (Choice Architecture) สำหรับคนที่อยากแสดงออกถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด สามารถนำขยะลงมาแยกละเอียดถึง 10 ชนิด ได้ที่จุดจอดรถชั้นล่าง
สำหรับคนที่ไม่อยากทำละเอียด ทุกชั้น (ชั้น 1–9) ก็มีถังแยกพื้นฐานให้เลือกแค่อย่างน้อย 2 ประเภท คือ ขยะทั่วไป และ ขยะรีไซเคิล/เศษอาหาร ให้ผลประโยชน์กับแม่บ้าน: ขยะที่คัดแยกได้จะนำไปขายเพื่อสร้าง "กองทุนแม่บ้าน" ทำให้แม่บ้านมีรายได้เพิ่ม ยินดีที่จะช่วยคัดแยก ซ่อมแซม และตรวจทานขยะอีกรอบก่อนส่งต่อ
จัดการเศษอาหาร เท่ากับชนะไปแล้ว 50%: เศษอาหารคือตัวการสำคัญที่ทำให้ขยะอื่นปนเปื้อน จึงมีการวางถังแยกเศษอาหารทุกชั้น นำไปเข้าถังหมักปุ๋ยส่วนกลางในสวน หรือส่งต่อโครงการ "ไม่เทรวม" ของ กทม.
จัดการขยะกำพร้า ขยะสิ้นคิดที่ขายไม่ได้และแห้ง จะมีพาร์ตเนอร์มารับไปเผาเป็นพลังงาน ไม่ต้องจบที่บ่อฝังกลบ
ผลลัพธ์ เริ่มต้นจากเพียง 1–2 ห้อง ขยับมาเป็น 50% จนปัจจุบัน ลูกบ้านเกือบทุกคนในคอนโดฯ ร่วมมือกันจัดการขยะอย่างเต็มใจ และสามารถลดปริมาณขยะส่งเทศบาลลงได้ถึง 50%
3. กรอบแนวคิด 6 ขั้นตอน สู่ความสำเร็จในการจัดการขยะองค์กร
ในฐานะที่ปรึกษาด้านความยั่งยืนให้กับองค์กรชั้นนำ (เช่น ธนาคารกสิกรไทย, WW) พี่แจ็คเน้นย้ำว่า "งานขยะจะแป้ก ถ้าไม่มีความต่อเนื่อง" และต้องไม่ใช่งานฝากประเภทที่โยนให้ HR หรือฝ่ายอาคารทำเป็นงานเสริม
เพิ่มป่าขนาดเล็ก เติมความหลากหลายทางชีวภาพให้เมือง

อีกหนึ่งโจทย์สำคัญของเมืองยุคใหม่ คือการเพิ่มพื้นที่สีเขียวท่ามกลางการขยายตัวของชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง กิจกรรม Microforests in the City ถ่ายทอดแนวทางการสร้างป่าขนาดเล็กในเมือง พร้อมส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปิดมุมมองว่าพื้นที่สีเขียวไม่จำเป็นต้องเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่เท่านั้น แต่พื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสมก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มธรรมชาติให้กลับคืนสู่เมืองได้
การพัฒนาพื้นที่สีเขียวจึงเป็นอีกแนวทางที่ช่วยให้ผู้คนกลับมาใกล้ชิดธรรมชาติ และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของระบบนิเวศในชีวิตประจำวัน
Every Shade of Fashion เมื่อเสื้อผ้าเชื่อมโยงกับความยั่งยืน
ขณะที่แฟชั่นเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ การผลิตและการบริโภคเสื้อผ้าก็เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรเช่นกัน กิจกรรม Every Shade of Fashion เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแนวทางขับเคลื่อนแฟชั่นหมุนเวียน (Circular Fashion) และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ชวนให้ผู้บริโภคมองเสื้อผ้ามากกว่าเทรนด์หรือความสวยงาม แต่ยังรวมถึงคุณค่าของวัสดุ อายุการใช้งาน และโอกาสในการนำกลับมาใช้ประโยชน์อีกครั้ง แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแต่งตัวอย่างยั่งยืนไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการซื้อสินค้าใหม่เสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเลือกซื้ออย่างมีเหตุผล ดูแลเสื้อผ้าให้ใช้งานได้นานขึ้น หรือส่งต่อสิ่งของที่ยังมีคุณค่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด
จากองค์ความรู้สู่การลงมือทำ จุดเริ่มต้นของเมืองยั่งยืน
ทั้ง 3 กิจกรรมสะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมสามารถเริ่มต้นได้จากหลายมิติ ทั้งการจัดการทรัพยากร การฟื้นคืนธรรมชาติในเมือง และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การขับเคลื่อน BKKCAW 2026 โดยความร่วมมือของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จึงเป็นอีกพื้นที่ที่เชื่อมโยงแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ากับการปฏิบัติจริง พร้อมชวนทุกภาคส่วนมองว่า เมืองที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเริ่มได้จากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ในชีวิตประจำวัน