Last updated: 25 ก.ย. 2569 | 49 จำนวนผู้เข้าชม |
เมื่อ “ความมั่นคง” ไม่ได้หมายถึงการปกป้องประเทศ แต่รวมถึงการมีอาหารเพียงพอ มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้ “โครงการทหารพันธุ์ดี” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญในการนำแนวคิดการพัฒนาตามแนวพระราชดำริมาสู่การปฏิบัติจริง
จากจุดเริ่มต้นของการสร้างแหล่งอาหารและการพึ่งพาตนเองภายในพื้นที่ทหาร แนวคิดนี้กำลังถูกต่อยอดไปอีกขั้น เมื่อวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ถูกนำเข้ามาเป็นเครื่องมือยกระดับการผลิต ตั้งแต่พันธุ์พืช ชีวภัณฑ์ เกษตรปลอดภัย ไปจนถึงการพัฒนาคนให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้และถ่ายทอดต่อได้

จึงเป็นที่มาของความร่วมมือระหว่าง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิชัยพัฒนา และกองทัพบก เพื่อเชื่อมต่อ “งานวิจัย” เข้ากับ “พื้นที่จริง” โดยมีโครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ดำเนินงานของมูลนิธิชัยพัฒนาเป็นพื้นที่สำคัญในการขยายผล
จากพื้นที่ตามแนวพระราชดำริ สู่พื้นที่ทดลองเทคโนโลยี
ความสำคัญของโครงการทหารพันธุ์ดีไม่ได้อยู่เพียงการผลิตอาหารภายในพื้นที่ แต่คือแนวคิดเรื่องการพึ่งพาตนเองและการสร้างต้นแบบที่สามารถนำไปขยายผลได้
เมื่อโจทย์ของภาคการเกษตรเปลี่ยนไป การเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเกษตรกรยังต้องเผชิญกับต้นทุนการผลิต ราคาปัจจัยการผลิต สภาพภูมิอากาศ โรคและแมลงศัตรูพืช รวมถึงความต้องการของตลาด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในการตอบคำถามที่สำคัญกว่าเดิมว่า ทำอย่างไรให้ผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการพึ่งพาสารเคมี และทำให้คนในพื้นที่สามารถจัดการระบบการผลิตได้ด้วยตัวเอง

ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านเครื่องมือวิจัยและบุคลากรในหลายสาขา ตั้งแต่วัสดุศาสตร์ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ นาโนเทคโนโลยี ไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพ สิ่งสำคัญคือการนำศักยภาพเหล่านี้ออกจากห้องปฏิบัติการไปตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ หนึ่งในตัวอย่างคือการพัฒนาพันธุ์พืชและพันธุ์ข้าวที่มีการปลดปล่อยคาร์บอนต่ำ ตลอดจนการพัฒนาสารชีวภัณฑ์เพื่อควบคุมศัตรูพืช ลดการใช้สารเคมี และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
แนวคิดสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “มีเทคโนโลยี” แต่ต้องทำให้เทคโนโลยีนั้น ใช้ได้จริงในพื้นที่ และคนในพื้นที่สามารถนำไปต่อยอดได้
“ชีวภัณฑ์” จากงานวิจัย สู่ศูนย์ผลิตในค่ายทหาร

ภาพของการเปลี่ยนงานวิจัยให้กลายเป็นการใช้งานจริงเห็นได้ชัดจากเทคโนโลยีชีวภัณฑ์ หรือ Biocontrol ซึ่งนำวิธีการทางชีวภาพมาใช้ควบคุมศัตรูพืช เพื่อลดการพึ่งพาสารเคมี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำผลิตภัณฑ์ไปใช้ในแปลงเกษตร เพราะมีการพัฒนาไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตชีวภัณฑ์โครงการทหารพันธุ์ดี” ภายในพื้นที่ค่ายทหาร เพื่อให้สามารถผลิตและนำชีวภัณฑ์ไปใช้ได้เอง พร้อมทำหน้าที่เป็นพื้นที่เรียนรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ไปยังชุมชนโดยรอบ

ปัจจุบันมีแผนจัดตั้งศูนย์ทั้งหมด 7 แห่ง และดำเนินการแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ กองพลทหารราบที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 24 จังหวัดอุดรธานี ศูนย์การทหารปืนใหญ่ จังหวัดลพบุรี ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ จังหวัดพิษณุโลก กองพลพัฒนาที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา และโครงการทหารพันธุ์ดีน่าน จังหวัดน่าน
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การมี “ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ” เพิ่มขึ้น แต่คือการเปลี่ยนบทบาทของพื้นที่จาก ผู้รับเทคโนโลยี มาเป็นผู้ผลิต ผู้ใช้ และผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยี และนี่คือการสร้าง “ระบบความรู้” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริง
สร้างคนควบคู่เทคโนโลยี

บทเรียนสำคัญจากการนำเทคโนโลยีลงพื้นที่คือ ต่อให้เทคโนโลยีมีประสิทธิภาพเพียงใด หากไม่มีคนที่เข้าใจและสามารถใช้งานได้ เทคโนโลยีนั้นก็อาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ในระยะยาว สวทช. จึงวางแนวคิด “สร้างคนควบคู่เทคโนโลยี” เพื่อพัฒนากำลังพล เกษตรกร และคนในชุมชนให้เป็นกำลังสำคัญของพื้นที่ สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ แก้ปัญหา และถ่ายทอดต่อได้
อีกหนึ่งแนวทางคือการพัฒนาศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ พืชผัก และสมุนไพรแบบครบวงจร หรือ Training Hub ซึ่งเตรียมขับเคลื่อนในปีงบประมาณ 2570 ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้
เป้าหมายคือการสร้างหลักสูตรที่เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ตั้งแต่เกษตรปลอดภัย การบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจและสมุนไพร การเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่การผลิต ไปจนถึงการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชสายพันธุ์พระราชทาน เช่น ขมิ้นชันพันธุ์เนื้อทอง
เมื่อความรู้ถูกส่งต่อจากนักวิจัยไปยังคนในพื้นที่ และจากคนในพื้นที่ไปยังชุมชน เทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่กลายเป็น “ทุนความรู้” ที่สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเอง
จาก “ทหารพันธุ์ดี” สู่ต้นแบบที่ขยายผลได้

พลเอก ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถและพัฒนาทักษะให้กับกำลังพลและเครือข่ายเกษตรกร พร้อมนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดการดำเนินงานในโครงการทหารพันธุ์ดีและพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพบก

ขณะที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโส มูลนิธิชัยพัฒนา ให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาถ่ายทอดให้กับกำลังพลและชุมชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและยกระดับผลผลิตทางการเกษตรให้ได้มาตรฐาน โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว
ดังนั้น โครงการทหารพันธุ์ดีจึงอาจมองได้มากกว่าพื้นที่ผลิตอาหาร แต่เป็น พื้นที่ต้นแบบที่เปิดโอกาสให้องค์ความรู้จากภาควิจัยถูกนำมาทดลอง ใช้จริง และพัฒนาต่อในบริบทของพื้นที่ หากเทคโนโลยีหนึ่งสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือแก้ปัญหาการผลิตในพื้นที่ได้ ก็มีโอกาสที่จะนำบทเรียนดังกล่าวไปปรับใช้กับเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อื่น
5 ปีต่อจากนี้ วัดกันที่ “สิ่งที่เกิดขึ้นจริง”

กรอบความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2569–2574 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการลงนามระหว่าง 3 หน่วยงาน แต่เป็นการวางกลไกเชื่อมต่อระหว่าง งานวิจัย เทคโนโลยี คนและ พื้นที่ ภารกิจต่อจากนี้มีตั้งแต่การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ การสร้างหลักสูตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนบุคลากร ตลอดจนการใช้เครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี เทคโนโลยีที่ถูกนำลงพื้นที่สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างรายได้ และทำให้คนในพื้นที่พึ่งพาตนเองได้มากขึ้นหรือไม่
เพราะความสำเร็จของการนำวิทยาศาสตร์ลงสู่ภาคการเกษตร ไม่ได้วัดจากจำนวนงานวิจัยหรือจำนวนเทคโนโลยีที่ถูกส่งมอบเท่านั้น แต่ต้องวัดจาก “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในแปลงจริง”

จาก โครงการทหารพันธุ์ดี พื้นที่แห่งการพึ่งพาตนเองตามแนวพระราชดำริ สู่การต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้างระบบเกษตรที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิตในวันนี้แต่สามารถสร้างอาหาร รายได้ และองค์ความรู้ โดยคำนึงถึงต้นทุน คน และสิ่งแวดล้อม นี่คือ “ความมั่นคงที่กินได้” เมื่อองค์ความรู้จากห้องทดลองลงสู่แปลงเกษตร เปลี่ยนงานวิจัยให้เกิดประโยชน์จริง และสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน