Last updated: 25 ส.ค. 2569 | 19 จำนวนผู้เข้าชม |
คนไทยรู้จัก “สมุนไพร” มานานก่อนที่คำว่า Wellness จะกลายเป็นเทรนด์สุขภาพระดับโลก และรู้จัก “การนวดไทย” ก่อนที่ศาสตร์การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมจะได้รับความสนใจไปทั่วโลก
ตั้งแต่ตำรับยาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น พืชสมุนไพรที่นำมาใช้ดูแลสุขภาพ ไปจนถึงศาสตร์การนวดไทยที่อาศัยความเข้าใจร่างกายและประสบการณ์ของหมอพื้นบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ต้นทุนทางภูมิปัญญา” ที่สะท้อนความรู้ของคนไทยและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ

แต่เมื่อโลกสุขภาพก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “ใช้แล้วดีหรือไม่” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า สารสำคัญคืออะไร ออกฤทธิ์อย่างไร มีประสิทธิภาพและปลอดภัยเพียงใด และสามารถพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ได้หรือไม่
นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิปัญญาไทย เมื่อองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานกำลังถูกนำมาต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยน “ความเชื่อมั่นจากประสบการณ์” ให้กลายเป็น “ความเชื่อมั่นจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์”
จากภูมิปัญญา สู่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) จึงร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ยกระดับสมุนไพรและตำรับยาไทยสู่มาตรฐานระดับสากล พร้อมสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้จริงและต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ

ดร. ภญ.อุรชา รักษ์ตานนท์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. มองว่า สมุนไพรไทยและตำรับยาแผนไทยถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมมายาวนาน ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีความได้เปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรที่สามารถสร้างมูลค่าได้
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของการนำสมุนไพรและตำรับยาไทยเข้าสู่ระบบสุขภาพสมัยใหม่ คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งบุคลากรทางการแพทย์และผู้บริโภค ซึ่งต้องอาศัยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถยืนยันทั้งประสิทธิภาพ คุณภาพ และความปลอดภัย
ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำจุดแข็งของศาสตร์การแพทย์แผนไทย องค์ความรู้ด้านสมุนไพร และระบบบริการสุขภาพ มาผสานเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการวิจัยเชิงลึกของ สวทช. เพื่อสร้างองค์ความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์ให้กับสมุนไพรและตำรับยาแผนไทย
“นาโนเทค สวทช. มุ่งพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสุขภาพของประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งเทคโนโลยีการสกัด การกักเก็บ และการนำส่งสารสำคัญ เพื่อเพิ่มความคงตัวและประสิทธิภาพของสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร รวมถึงการประเมินฤทธิ์ กลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ และการทดสอบด้านความปลอดภัย”
นาโนเทค เติม “พลังใหม่” ให้สมุนไพรไทย
หัวใจสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่คือการใช้วิทยาศาสตร์เข้าไปทำความเข้าใจและแก้ข้อจำกัดของสมุนไพร เพื่อให้สารสำคัญสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสม่ำเสมอมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยตั้งแต่กระบวนการสกัด การเพิ่มความคงตัว การเพิ่มการละลายและการดูดซึม ไปจนถึงการพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของการพัฒนาสารสกัดสมุนไพรให้ก้าวไปสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพยุคใหม่

เป้าหมายสำคัญจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การได้ “สารสกัด” แต่คือการเดินทางต่อจากสารสำคัญไปสู่ผลิตภัณฑ์ต้นแบบ เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่สามารถต่อยอดในระดับอุตสาหกรรมได้
3 กลุ่มสมุนไพรเป้าหมาย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ดร.อุดม อัศวาภิรมย์ นักวิจัยอาวุโส นาโนเทค สวทช. และผู้อำนวยการแผนงานด้าน Herbal Health & Wellness กล่าวว่า แผนงานสารสกัดสมุนไพรเพื่อสุขภาพและสุขภาวะของนาโนเทค มุ่งนำความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมจากตำรับยาแผนไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพร เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ภายใต้ความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยฯ จะมุ่งต่อยอดตำรับยาแผนไทยดั้งเดิม โดยเน้นกลุ่มสมุนไพรและผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มส่งเสริมการนอนหลับ กลุ่มบรรเทาอาการภูมิแพ้ และกลุ่มบรรเทาอาการปวด
การทำงานจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสมุนไพรหรือตำรับเป้าหมาย ศึกษาสารสำคัญ ประเมินฤทธิ์ทางชีวภาพ กลไกการออกฤทธิ์ ทดสอบความปลอดภัย และศึกษาประสิทธิผลของสูตรตำรับ เพื่อสร้างหลักฐานที่สามารถนำไปใช้ประกอบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และต่อยอดสู่ระบบสาธารณสุขได้

“เราต้องการยกระดับองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพที่ตอบโจทย์ และสามารถผลักดันเข้าสู่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่”
ในส่วนการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้สะท้อนให้เห็นแนวทางในการส่งเสริมและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยให้ก้าวหน้า จากความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนไทยประยุกต์ของคณะฯที่ผสมผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์แผนไทยกับศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ได้อย่างลงตัวตอบสนองต่อการดูแลสุขภาพและสุขภาวะองค์รวมของประชาชนในปัจจุบัน
ไม่ใช่แค่สมุนไพร แต่รวมถึง “การนวดไทย”

เมื่อพูดถึงภูมิปัญญาสุขภาพของไทย อีกศาสตร์หนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ “การนวดไทย”
การนวดไทยไม่ได้เป็นเพียงบริการเพื่อการผ่อนคลาย แต่เป็นองค์ความรู้ที่มีรากฐานจากภูมิปัญญาการดูแลร่างกายที่สืบทอดกันมายาวนาน ปัจจุบันศาสตร์ดังกล่าวกำลังเดินทางเข้าสู่โลก Wellness ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงป้องกัน การดูแลร่างกาย และคุณภาพชีวิตมากขึ้น
เช่นเดียวกับสมุนไพรที่นำมาพัฒนาเป็นจนเป็นผลิตภัณฑ์มายมาย เช่น Massano สเปร์สมุนไพรบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย การยกระดับการนวดไทยไม่ได้หมายความว่าจะต้องทิ้งองค์ความรู้เดิม แต่สามารถนำศาสตร์ดั้งเดิมมาผสานกับความรู้สมัยใหม่ ทั้งกายวิภาคศาสตร์ วิทยาศาสตร์การกีฬา การประเมินการเคลื่อนไหว และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่ออธิบายผลลัพธ์ของการดูแลร่างกายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ภาพของ “หมอนวดไทย” จึงสามารถขยับจากภูมิปัญญาท้องถิ่นไปสู่การเป็นบุคลากรด้าน Wellness ที่มีมาตรฐาน ขณะที่องค์ความรู้การนวดไทยสามารถต่อยอดไปสู่บริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และ Wellness Economy ได้มากขึ้น
จาก “ภูมิปัญญา” สู่ “Soft Power” ทางเศรษฐกิจ

ดร. นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายในการบูรณาการองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยมุ่งคัดเลือกสมุนไพรและตำรับยาที่มีศักยภาพมาศึกษาวิจัย เพื่อยืนยันผลลัพธ์ด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
ขณะเดียวกัน นาโนเทคโนโลยีจะเข้ามาช่วยแก้ข้อจำกัดของสารสกัดสมุนไพร ทั้งเรื่องความคงตัว การละลาย และการดูดซึม รวมถึงการพัฒนาระบบนำส่งสารออกฤทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีคุณภาพและปลอดภัย และมีศักยภาพในการนำไปใช้งานจริง
เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ให้บริการสุขภาพและผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมผลักดันภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพและ Soft Power ของประเทศ
รากเหง้าเดิมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน แต่ต้อง “พิสูจน์ให้โลกเห็น”
ท้ายที่สุด การเดินทางของสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยในยุคใหม่อาจไม่ได้หมายถึงการเลือกว่าจะอยู่กับ “ภูมิปัญญา” หรือ “วิทยาศาสตร์” แต่คือการทำให้ทั้งสองศาสตร์เดินไปด้วยกัน เพราะภูมิปัญญาคือ “ราก” ที่บอกว่าเราเริ่มต้นมาจากไหน ขณะที่วิทยาศาสตร์คือ “เครื่องมือ” ที่ช่วยอธิบายสิ่งที่เราค้นพบ สร้างมาตรฐาน และพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัย

จากตำรับยาที่เคยอยู่ในครัวเรือน จากสมุนไพรที่เคยถูกใช้ตามภูมิปัญญาพื้นบ้าน และจากศาสตร์การนวดที่ถ่ายทอดผ่านคนรุ่นสู่รุ่น วันนี้องค์ความรู้เหล่านั้นกำลังถูกนำมาส่องด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เพื่อค้นหาคำตอบใหม่ ๆ และต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพรูปแบบใหม่
จึงเป็นอีกก้าวของการพา “รากเหง้าความเป็นไทย” ไปสู่โลก Wellness ที่ไม่ได้ขายเพียงเรื่องราวของภูมิปัญญา แต่ขาย คุณค่า คุณภาพ มาตรฐาน และหลักฐานที่พิสูจน์ได้
และนี่คือเส้นทางที่อาจทำให้สมุนไพรและการนวดไทยไม่ได้เป็นเพียงมรดกของคนรุ่นก่อน แต่กลายเป็น นวัตกรรมสุขภาพของคนรุ่นใหม่ และสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่สามารถก้าวไปสู่ตลาดโลกได้