สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีผลิต ผำ ครบวงจร สร้างโอกาสสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย

Last updated: 24 ส.ค. 2569  |  45 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สวทช. พัฒนาเทคโนโลยีผลิต ผำ ครบวงจร สร้างโอกาสสู่พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทย

“ผำ” พืชน้ำท้องถิ่นของไทย กำลังได้รับความสนใจในฐานะโปรตีนทางเลือกและอาหารแห่งอนาคต เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงและกระบวนการผลิตเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การผลิตผำในระดับอุตสาหกรรมยังมีความท้าทาย ทั้งด้านการเพาะเลี้ยง การควบคุมคุณภาพ และการแปรรูปให้ได้มาตรฐานสม่ำเสมอ


หนึ่งในคำตอบคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนการเลี้ยงผำจากการผลิตแบบดั้งเดิมไปสู่ระบบฟาร์มอัจฉริยะ โดยเนคเทค สวทช. เข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ HandySense B-Farm ร่วมกับเกษตรกร เพื่อช่วยควบคุมสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผำ ทั้งอุณหภูมิ แสงและปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การเพาะเลี้ยงมีความแม่นยำมากขึ้น ลดความแปรปรวนจากสภาพอากาศ และทำให้สามารถบริหารจัดการการผลิตได้อย่างเป็นระบบ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างผลผลิตผำที่มีทั้ง ปริมาณและคุณภาพสม่ำเสมอ สามารถผลิตได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี และตอบโจทย์การนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์สู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต


ดร.ศุภนิจ พรธีระภัทร ทีมวิจัยเทคโนโลยีเกษตรดิจิทัล เนคเทค สวทช. กล่าวว่า ผำมีศักยภาพสูงในการเป็นอาหารแห่งอนาคต แต่การผลิตในระดับอุตสาหกรรมยังมีความท้าทาย เพราะต้องควบคุมทั้งกระบวนการเพาะเลี้ยงและการแปรรูปให้ได้มาตรฐานเดียวกัน  ด้วยเหตุนี้ สวทช. โดยเนคเทคและไบโอเทค จึงร่วมพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตผำแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำด้วยเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ HandySense B-Farm ตั้งแต่ระบบตรวจวัดสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ สูตรการเพาะเลี้ยงที่เหมาะสมกับแต่ละฤดูกาล ไปจนถึงเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตผำที่มีคุณภาพและปริมาณสม่ำเสมอตลอดทั้งปี พร้อมขยายผลสู่เครือข่ายเกษตรกรและผู้ประกอบการภายใต้โครงการ IDA Platform

ยกระดับการเพาะเลี้ยงด้วย IoT


ตั้งแต่ปี 2567 ทีมวิจัยได้ร่วมกับ ดร.เกรียงไกร โมสาลียานนท์ กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพพืชและการจัดการแบบบูรณาการ ไบโอเทค สวทช. และบรรจงฟาร์ม พัฒนาสูตรการเพาะเลี้ยงผำในแต่ละฤดูกาล พร้อมระบบตรวจวัดและติดตามสภาพแวดล้อมแบบเรียลไทม์ด้วยอุปกรณ์ IoT (Internet of Things) โดยใช้ HandySense B-Farm เข้ามาตรวจวัดและติดตามสภาพน้ำและสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ข้อมูลจะแสดงผ่านเว็บแอปพลิเคชัน ช่วยให้เกษตรกรติดตามเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว พร้อมปรับรูปแบบการเพาะเลี้ยงให้สอดคล้องกับแต่ละสภาพอากาศได้อย่างเหมาะสมและทันการณ์   
เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยมีผลผลิตไม่น้อยกว่า 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อรอบการผลิต 7 วัน ขณะที่ผำอบแห้งมีปริมาณโปรตีนมากกว่า 40 กรัมต่อ 100 กรัม และมีวิตามินบี 12 ในระดับสูง

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพัฒนาเทคนิคการชดเชยแสงด้วยไฟ LED สำหรับช่วงเวลากลางคืน โดยเลือกใช้สเปกตรัมและความเข้มแสงที่เหมาะสม เพื่อช่วยรักษาปริมาณผลผลิตและเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งยังอยู่ระหว่างการทดลองใช้ Agrivoltaic ชนิด Color Solar Cell ซึ่งเป็นแผงโซลาร์เซลล์ที่สามารถเลือกช่วงคลื่นแสงให้ส่องผ่านมายังพื้นที่เพาะเลี้ยงได้ โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของผำ

ขยายผลสู่ 10 ฟาร์มทั่วประเทศ

ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการขยายผลไปยังฟาร์มเครือข่ายอีก 10 แห่งใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทยขยายผลสู่ 10 ฟาร์มทั่วประเทศ แบ่งตามรูปแบบการดำเนินงานได้ดังนี้
1. ฟาร์มต้นแบบและวิจัยหลัก
·  Pro-T-บรรจงฟาร์ม (ชลบุรี): ฟาร์มต้นแบบเพาะปลูกและอบแห้งผำเกรดพรีเมี่ยมเชิงอุตสาหกรรมร่วมกับ สวทช. (แบรนด์ Pro-T Farm)

2. กลุ่มแปรรูปและจำหน่ายผ่าน Modern Trade / ต่างประเทศ

·   บริษัท แกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด (กรุงเทพฯ): แปรรูปผำอบแห้งเป็นเครื่องดื่ม "ผำฉะ" และโปรตีนใส (แบรนด์ Grand Wolffia)
·  บริษัทยุ้งปั้นหยา (ฉะเชิงเทรา): แปรรูปเป็น Snack และ Mix Dried Fruit เตรียมวางขาย Modern Trade


·  บริษัท ผำลีฟ (เชียงราย): แปรรูปเป็น Snack และ Mix Dried Fruit จำหน่ายผ่าน Modern Trade
·  บริษัท ภักดีบดินทร์ (สระแก้ว): แปรรูปเป็นผงชงดื่มและอาหารเสริม ส่งออกทั้งในและต่างประเทศ


·  บริษัท ผำปรินซ์ (ชลบุรี-ตาก): แปรรูปเป็นข้าวเกรียบผำ เปิดร้านเครื่องดื่ม และสร้างเครือข่ายตลาดออนไลน์

3. กลุ่มฟาร์มแนวตั้ง เทคโนโลยีขั้นสูง และระบบจัดการอัตโนมัติ
·  บริษัท Wolffia Bangkok (กรุงเทพฯ): ฟาร์มผำแนวตั้งระดับมาตรฐานส่งออก
·   บริษัท 89 บริหารจัดการของเสียฟาร์ม จำกัด (นครราชสีมา): ประยุกต์ใช้ HandySense ควบคุมและติดตามฟาร์มอัตโนมัติ
·   ฟาร์มอวกาศ (IDA-คุณพลอยลลิลญ์ - ระยอง): รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะปลูกระบบอัจฉริยะ
·  อันดามันฟาร์ม (IDA-คุณก่อการ - ขอนแก่น): รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพาะปลูกระบบอัจฉริยะ

4. กลุ่มฟาร์มเครือข่ายภูมิภาค
Pham Yao Wolffia (ภูเก็ต): รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและคำปรึกษาด้านการเพาะปลูกจาก สวทช.  
โดย สวทช. สนับสนุนทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับเกษตรกร

ดร.ศุภนิจ กล่าวว่า ทีมวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวเพิ่มเติม 2 ส่วน ได้แก่ ระบบล้างผำด้วยนาโนโอโซนซึ่งพัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อก่อโรคตามมาตรฐานพืชอาหาร ลดเวลาและแรงงานในการล้าง อีกทั้งช่วยรักษาความสดและลดปริมาณไนเตรตของผำ

อีกเทคโนโลยีคือ เตาอบสเปกตรัมแสงสำหรับแปรรูปผำสดเป็นผำแห้ง โดยปรับใช้แสงในช่วงคลื่นและระดับความเข้มที่เหมาะสมระหว่างกระบวนการอบ ช่วยรักษาสารสำคัญและเพิ่มคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ผำแห้งที่ได้มีสีเขียวสด กลิ่นหอม รสชาติดี และเหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอาหาร ขนม และเครื่องดื่ม

เชื่อมต่อภาคเอกชน สร้างตลาดผำไทย

นอกจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตแล้ว สวทช. ยังทำหน้าที่เชื่อมโยงภาคเกษตรกับผู้ประกอบการปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมผำอย่างครบวงจร


นางสาวสุพัตรา หาญเจริญ ผู้อำนวยการ บริษัทแกรนด์ วูฟเฟีย จำกัด เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่เลือกใช้ผำแห้งจากฟาร์มที่ใช้เทคโนโลยีของ สวทช. เนื่องจากมีคุณภาพสูงและมีความสม่ำเสมอในแต่ละรอบการผลิต โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับ อย. 2 รายการ ได้แก่ เครื่องดื่มโปรตีนใสจากโปรตีนทางเลือก และเครื่องดื่มชาเขียวไม่มีคาเฟอีน


ขณะที่ นางปฏิมา โรจนตัณฑ์ กรรมการ บริษัท ยุ้งปันหยา จำกัด ซึ่งมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดโมเดิร์นเทรด ได้เข้าร่วมโครงการ IDA Platform เพื่อเรียนรู้กระบวนการผลิตผำตั้งแต่ต้นน้ำ และเตรียมนำมาตรฐานวัตถุดิบที่พัฒนาขึ้นไปใช้เป็นเกณฑ์ในการรับซื้อผำจากเกษตรกรในอนาคต  หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่บริษัทเตรียมวางจำหน่ายภายใต้แบรนด์ GIN (จิน) คือ “ผำอบกรอบ” โปรตีนทางเลือกในรูปแบบแผ่น ซึ่งมี 4 รสชาติ และผ่านการทดลองตลาดแล้ว

จากวัตถุดิบท้องถิ่นสู่พืชเศรษฐกิจใหม่


การพัฒนาอุตสาหกรรมผำให้เติบโตอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ผู้แปรรูป ไปจนถึงผู้ประกอบการและตลาดปลายน้ำ โดยหัวใจสำคัญคือการมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และมีมาตรฐานที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน  สวทช. จึงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่การเพาะเลี้ยง การควบคุมสภาพแวดล้อม การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้และเชื่อมโยงตลาด เพื่อยกระดับผำไทยจากพืชน้ำท้องถิ่นสู่ วัตถุดิบอาหารแห่งอนาคตและพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง  เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการสร้างผลิตภัณฑ์ผำที่มีคุณภาพ แต่คือการสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่ทำให้การเติบโตของตลาดปลายน้ำย้อนกลับมาสร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรไทย และผลักดันให้ผำก้าวสู่การเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ของประเทศไทยในอนาคต

ผู้สนใจใช้งานเทคโนโลยี HandySense B-Farm หรือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุปกรณ์ล้างและแปรรูปผำอบแห้ง สามารถติดต่อ นายปกรณ์ สุพานิช ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล เนคเทค สวทช. โทร. 089-311-1235 อีเมล pakorn.sup@nectec.or.th ส่วนผู้สนใจเข้าร่วมอบรมกระบวนการผลิตผำ สามารถติดตามการเปิดอบรมของ SMC Academy ได้ที่ https://www.nectec.or.th/smc/smc-academy/ หรืออีเมล smc-academy@nectec.or.th

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้