NQI ชวนผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสการแข่งขัน ดันสินค้า บริการสู่มาตรฐานสากล

Last updated: 9 ส.ค. 2569  |  183 จำนวนผู้เข้าชม  | 

NQI ชวนผู้ประกอบการยกระดับธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่น เพิ่มโอกาสการแข่งขัน ดันสินค้า บริการสู่มาตรฐานสากล

เคยสงสัยกันไหมว่า…เวลาซื้อสินค้า นอกจากราคาและรูปของสินค้าแล้ว “คุณภาพและความปลอดภัย” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจ ขณะที่เครื่องหมายมาตรฐาน ผลการรับรอง และข้อมูลการวิเคราะห์ทดสอบ ล้วนเป็นตัวช่วยยืนยันว่า สินค้านั้นมีคุณภาพ ปลอดภัย และน่าเชื่อถือเพียงใด

แต่สำหรับผู้ประกอบการ เรื่องของ “มาตรฐาน” จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญมากขึ้น เพราะการนำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือแพทย์ อาหาร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน ต่างต้องเผชิญกับข้อกำหนดด้านคุณภาพ ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด


โดยเฉพาะในปี 2569 ที่กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศมีแนวโน้มเข้มงวดขึ้น ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green Regulation) มาตรการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ตลอดจนข้อกำหนดด้านความปลอดภัย สารเคมี และประสิทธิภาพของสินค้า ทำให้โจทย์ของผู้ประกอบการไม่ได้มีเพียง “ผลิตอะไรให้ขายได้” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า สินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย และพิสูจน์ได้ตามมาตรฐานของตลาดเป้าหมายหรือไม่

นี่จึงเป็นบทบาทสำคัญของ โครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ หรือ National Quality Infrastructure (NQI) ที่เข้ามาช่วยสร้างความพร้อมให้ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นทางของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการวิเคราะห์ ทดสอบ และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานสากล

ล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดกิจกรรม “NSTDA x Press Interviews” ภายใต้หัวข้อ “ยกระดับนวัตกรรมไทยสู่มาตรฐานสากล ด้วยเครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” เปิดมุมมองบทบาทของหน่วยงานด้านการวิเคราะห์ ทดสอบ และบริการวิศวกรรม ภายใต้ NQI เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถพัฒนาสินค้าได้สอดคล้องกับมาตรฐานและข้อกำหนดของตลาด

จาก “ไอเดีย” สู่สินค้าที่พร้อมแข่งขัน ต้องเริ่มเรื่องมาตรฐานตั้งแต่ต้น

หนึ่งในอุปสรรคของ SMEs และ Startup คือ แม้จะมีเทคโนโลยีหรือแนวคิดที่ดี แต่ยังขาดทรัพยากรด้านวิศวกรรม เครื่องมือ และบุคลากรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้พร้อมสำหรับการผลิตจริง   ฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED) จึงเข้ามาช่วยในช่วงต้นทาง ตั้งแต่การออกแบบเชิงวิศวกรรม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างต้นแบบด้วยเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ การพัฒนาเครื่องมือ เครื่องจักร ระบบทดสอบ และระบบอัจฉริยะ (IoT) เพื่อช่วยลดต้นทุน ลดเวลา และลดความเสี่ยงก่อนการลงทุนผลิตจริง


นายวรวิทย์ จันทร์สีหราช รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริการงานวิศวกรรม (NFED) กล่าวว่า ก่อนผลิตภัณฑ์จะเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ ทดสอบ และรับรองมาตรฐาน จำเป็นต้องมีต้นแบบที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาทางวิศวกรรมอย่างเหมาะสมเสียก่อน NFED จึงทำหน้าที่เชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี ภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรม ให้สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง

ตัวอย่างหนึ่งคือการพัฒนา Battery Safety Box หรือกล่องนิรภัยสำหรับจัดเก็บและขนส่งแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนที่ผ่านการใช้งานแล้ว ซึ่งรองรับความต้องการด้านความปลอดภัยของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ปัจจุบัน NFED สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนากว่า 50 โครงการต่อปี และให้บริการผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ราว 20–25 รายต่อปี

รู้จักสินค้าให้ลึก ก่อนก้าวเข้าสู่ตลาด

เมื่อมีต้นแบบแล้ว ขั้นต่อมาคือการพิสูจน์ว่า “สินค้ามีคุณสมบัติอย่างไร” ซึ่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือมีความสำคัญต่อทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตัดสินใจทางธุรกิจ

ศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) จึงเข้ามารองรับการวิเคราะห์ทั้งด้านกายภาพ เคมี ชีววิทยา และจุลชีววิทยา ภายใต้มาตรฐาน ISO/IEC 17025 รวมถึงการวิเคราะห์เฉพาะทางสำหรับผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท


ดร.ณฏฐพล วุฒิพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิเคราะห์ทดสอบ (NCTC) กล่าวว่า บทบาทของ NCTC ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบเพื่อยืนยันผลตามมาตรฐาน แต่ยังเป็นการสร้างข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดสากล

ปัจจุบัน NCTC ให้บริการผู้ประกอบการและนักวิจัยกว่า 700 รายต่อปี รองรับงานวิเคราะห์ทดสอบมากกว่า 30,000 รายการต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร สมุนไพร ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ

มาตรฐานความปลอดภัย คือใบเบิกทางของสินค้าสู่ตลาดโลก

สำหรับผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ การผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย การรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ EMC และประสิทธิภาพด้านพลังงาน ถือเป็นข้อกำหนดสำคัญของหลายประเทศ

ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (PTEC) จึงทำหน้าที่รองรับการทดสอบตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน แบตเตอรี่ อุปกรณ์ยานยนต์ ไปจนถึงระบบเครื่องมือแพทย์ โดยมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงการทดสอบภายในประเทศ และลดความจำเป็นในการส่งสินค้าไปทดสอบซ้ำในต่างประเทศ


ดร.ไกรสร อัญชลีวรพันธุ์ ผู้อำนวยการ PTEC กล่าวว่า กฎระเบียบด้านความปลอดภัย EMC และการประหยัดพลังงานของประเทศคู่ค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การต้องส่งสินค้าไปทดสอบต่างประเทศอาจทำให้เกิดทั้งต้นทุนและระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น PTEC จึงมีบทบาทเสมือน “Passport” ของผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าไทย ช่วยให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลและผลการทดสอบที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ปัจจุบันมีผู้ประกอบการนำผลิตภัณฑ์ เช่น EV Charger โซลาร์อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ รถจักรยานยนต์ และเครื่องปรับอากาศ เข้ามาทดสอบทั้งด้านความปลอดภัยทางไฟฟ้า EMC และประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

สินค้าเครื่องใช้ในบ้านก็ต้องผ่านด่านคุณภาพ

ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้าน เซรามิก กระเบื้อง สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร และวัสดุสัมผัสอาหาร ก็มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและสารอันตรายที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ

ศูนย์ทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในบ้านและเซรามิกอุตสาหกรรม (CTEC) ให้บริการทดสอบทั้งด้านกายภาพและเคมี รวมถึงการตรวจโลหะหนัก เช่น ตะกั่วและแคดเมียม ตลอดจนสารอันตรายตามมาตรฐานและข้อกำหนดต่าง ๆ เช่น RoHS


นางสาวิตรี กองเกียรติวานิช ผู้อำนวยการ CTEC กล่าวว่า การมีบริการทดสอบภายในประเทศช่วยให้ผู้ประกอบการลดต้นทุนและระยะเวลาในการส่งตัวอย่างไปทดสอบในต่างประเทศ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ต้องพิสูจน์ทั้ง “ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพ”

สำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยิ่งมีความสำคัญ เพราะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายจำเป็นต้องมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับทั้งด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และคุณภาพ
ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (TBES) จึงให้บริการทดสอบความปลอดภัยตามมาตรฐาน OECD GLP ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ เช่น เครื่องสำอาง สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องมือแพทย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัย


ดร.ภญ. รวิวรรณ มณีรัตนโชติ ผู้อำนวยการ TBES กล่าวว่า การทดสอบตามมาตรฐานสากลช่วยสร้างข้อมูลที่จำเป็นต่อการขึ้นทะเบียนและเพิ่มความพร้อมของผู้ประกอบการในการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบ Mutual Acceptance of Data (MAD) ของ OECD ที่เปิดทางให้ข้อมูลการทดสอบที่เป็นไปตามเกณฑ์สามารถนำไปใช้ในประเทศที่เข้าร่วมได้ โดยลดความจำเป็นในการทดสอบซ้ำ

TBES ยังพัฒนาการทดสอบแบบไม่ใช้สัตว์ทดลอง (Non-animal Testing) ทั้งระบบเซลล์ เนื้อเยื่อสามมิติ ระบบทางจุลชีววิทยา และระบบทางเคมี เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางมาตรฐานและเทคโนโลยีการทดสอบในระดับสากล

“มาตรฐาน” จึงไม่ควรรอจนสินค้าพร้อมขาย


สิ่งที่สะท้อนจากบทบาทของทั้ง 5 ศูนย์ภายใต้ NQI คือ การยกระดับมาตรฐานไม่ควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่ผู้ประกอบการนึกถึงหลังจากผลิตสินค้าเสร็จแล้ว แต่ควรเริ่มวางแผนตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์  ซึ่งการรู้ข้อกำหนดของตลาดตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับมาตรฐานเป้าหมาย ลดความเสี่ยงในการพัฒนาสินค้า ลดการแก้ไขหรือทดสอบซ้ำ และลดต้นทุนก่อนเข้าสู่ตลาดจริง

อย่างไรก็ตาม NQI ไม่ได้เป็นเพียง “ห้องแล็บสำหรับตรวจสินค้า” แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยเชื่อม งานวิจัย  วิศวกรรม ข้อมูลวิทยาศาสตร์ มาตรฐานและภาคธุรกิจ เข้าด้วยกัน
เป้าหมายสำคัญคือทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถตอบคำถามที่ตลาดโลกให้ความสำคัญได้ว่า สินค้ามีคุณภาพหรือไม่ ปลอดภัยหรือไม่ มีข้อมูลพิสูจน์หรือไม่ และเป็นไปตามมาตรฐานของตลาดเป้าหมายหรือไม่
เพราะในวันที่มาตรฐานกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการค้า การมีนวัตกรรมที่ดีอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การ “พิสูจน์คุณภาพให้ตลาดเชื่อมั่น” คืออีกขั้นที่จะเปลี่ยนนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นสินค้าและบริการที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้