Last updated: 9 ส.ค. 2569 | 64 จำนวนผู้เข้าชม |
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ความอยากรู้คือแรงขับเคลื่อนสำคัญของมนุษย์ และวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีคือเครื่องมือที่ทำให้ความอยากรู้นั้นกลายเป็นการสำรวจจริง” เพื่อทำความเข้าใจและตอบคำถามต่อสิ่งที่มนุษย์ยังศึกษาได้ไม่หมด ตั้งแต่จุดกำเนิดของโลกและดวงจันทร์ ไปจนถึงความเป็นไปได้ว่า วันหนึ่งมนุษย์จะสามารถดำรงชีวิตและทำงานอยู่บนโลกอื่นได้หรือไม่
ความอยากรู้นี้กำลังพามนุษย์ก้าวข้ามขอบเขตของโลกออกไปไกลขึ้น และหนึ่งในพื้นที่สำคัญของการสำรวจคือ “ดวงจันทร์” โดยเฉพาะบริเวณขั้วใต้ ซึ่งกำลังกลายเป็นห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ขนาดใหญ่สำหรับศึกษาสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากโลกอย่างสิ้นเชิง ทั้งแหล่งน้ำแข็ง สารระเหย และระดับรังสีที่อาจมีผลต่อการดำรงชีวิตและการทำงานของมนุษย์ในอนาคต

ฉางเอ๋อ 7 จึงถูกออกแบบมาเพื่อสำรวจ สภาพแวดล้อม ทรัพยากร น้ำแข็ง องค์ประกอบ และโครงสร้างของบริเวณขั้วใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มนุษย์ยังเข้าไปสำรวจโดยตรงได้ยาก
หนึ่งในภารกิจสำคัญคือ “ฉางเอ๋อ 7” (Chang’e-7) ที่มีเป้าหมายสำรวจบริเวณขั้วใต้ดวงจันทร์ เก็บข้อมูลและศึกษาสภาพแวดล้อมเชิงลึก เพื่อเติมเต็มองค์ความรู้เกี่ยวกับดวงจันทร์ และนำข้อมูลที่ได้ไปต่อยอดสู่เทคโนโลยีและภารกิจสำรวจอวกาศในอนาคต
ความน่าสนใจของฉางเอ๋อ 7 อยู่ที่การออกแบบให้ใช้วิธีสำรวจหลายรูปแบบ ทั้ง โคจร ลงจอดเคลื่อนที่และกระโดด ภารกิจประกอบด้วยยานสำคัญ เช่น
Orbiter ยานโคจรรอบดวงจันทร์ ทำหน้าที่สำรวจและเก็บข้อมูลจากวงโคจร Lander ยานลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ Rover รถสำรวจที่สามารถเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิว และHopper ยานสำรวจที่สามารถ “กระโดด” ไปยังพื้นที่ที่รถสำรวจทั่วไปเข้าถึงได้ยาก โดยเฉพาะบริเวณหลุมอุกกาบาตและพื้นที่เงามืด

การใช้ยานหลายรูปแบบทำให้ฉางเอ๋อ 7 สามารถสำรวจพื้นที่ได้กว้าง โดยเฉพาะบริเวณที่มีภูมิประเทศซับซ้อนและแสงอาทิตย์เข้าถึงได้ยาก ครั้งนี้ประเทศไทยมีส่วนร่วมในภารกิจดังกล่าว ผ่านเทคโนโลยีและผลงานของนักวิจัยไทย นับเป็นอีกก้าวของวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย จากการสร้างองค์ความรู้ในประเทศ สู่การนำไปใช้งานในภารกิจสำรวจอวกาศระดับนานาชาติ

สำหรับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์จากนานาชาติ ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ร่วมภารกิจฉางเอ๋อ 7 นั่นคือ CE-7 MATCH พัฒนาโดย สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล อุปกรณ์นี้ไม่ได้ลงไปวิ่งบนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่จะติดตั้งอยู่บน ยานโคจรรอบดวงจันทร์ ภารกิจของมันคือการตรวจวัด อนุภาคพลังงานสูงและรังสีคอสมิก รวมถึงศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์

CE-7 MATCH หรือ Chang’E-7 Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope คืออุปกรณ์วิจัยวิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยชิ้นแรกที่จะเดินทางไปโคจรรอบดวงจันทร์กับยาน ฉางเอ๋อ 7 (Chang’E-7) ของจีน ในโครงการจัดตั้งสถานีวิจัยนานาชาติบนดวงจันทร์ (ILRS) ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องตรวจสุขภาพของสภาพแวดล้อมในอวกาศ” โดยจะตรวจวัดอนุภาคพลังงานสูง เช่น โปรตอน อนุภาคแอลฟา และอิเล็กตรอน เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพรังสีในบริเวณวงโคจรรอบดวงจันทร์

ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว.)กล่าวถึง ภารกิจ CE-7 MATCH สำเร็จได้ด้วยการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความร่วมมือระหว่างสถาบัน รัฐตั้งเป้าผลักดันไทยจาก "ผู้ใช้" ไปสู่ "ผู้สร้างเทคโนโลยี" เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ พัฒนาทุนมนุษย์ และดันอุตสาหกรรมอวกาศเป็น New Growth Engine ของประเทศ

ด้าน ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ NARIT (สดร.) กล่าวว่า CE-7 MATCH เป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ไทยชิ้นแรกที่ได้ร่วมภารกิจดวงจันทร์ระดับนานาชาติ ใช้เวลาพัฒนาเพียง 2 ปี ความสำเร็จที่แท้จริงคือการ "สร้างคน" และสั่งสมบุคลากร/องค์ความรู้ด้านอวกาศขั้นสูงให้ประเทศ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมติดตามการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส
ดร. วิภู ยังกล่าวอีกว่าอุปกรณ์มีขนาดเพียงประมาณ 14.6 × 14.5 × 26.5 เซนติเมตร แต่ต้องผ่านการออกแบบให้มีน้ำหนักเหมาะสม แข็งแรง และสามารถทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมของอวกาศได้
ดังนั้น สิ่งที่ไทยกำลังส่งขึ้นไปไม่ใช่เพียง “เครื่องมือหนึ่งชิ้น” แต่คือ องค์ความรู้และความสามารถด้านวิศวกรรมอวกาศของไทย การศึกษาสภาพอวกาศและอนุภาคพลังงานสูงสามารถนำไปสู่การพัฒนาแบบจำลองและระบบแจ้งเตือนภัยด้าน Space Weather ที่แม่นยำขึ้น ความน่าสนใจของ CE-7 MATCH ไม่ได้อยู่เพียงว่ามันจะเดินทางไปดวงจันทร์ แต่อยู่ที่ กระบวนการสร้างเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตามการมีส่วนร่วมในความร่วมมือด้านการสำรวจดวงจันทร์และห้วงอวกาศลึกกับจีน และ CE-7 MATCH เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางดังกล่าว
การเดินหน้าสำรวจดวงจันทร์ระยะต่อไปของจีน และภารกิจฉางเอ๋อ 7 เชื่อมโยงกับแนวคิด International Lunar Research Station หรือ ILRS ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาโครงสร้างสำหรับการวิจัยบนดวงจันทร์ในอนาคต
แล้วคนไทยได้อะไร

ดร.พีรพงศ์ ต่อฑีฆะ ผู้จัดการโครงการ CE-7 MATCH สดร. ได้อธิบายว่า อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำหน้าที่ตรวจวัดรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงจากอวกาศ เช่น อนุภาคแอลฟา อิเล็กตรอน และโปรตอน ซึ่งการรับมือกับรังสีเหล่านี้ถือเป็นความท้าทายที่สุดเมื่อยานเดินทางออกนอกวงโคจรโลก เนื่องจากดวงจันทร์ไม่มีสนามแม่เหล็กช่วยคัดกรองรังสีเหมือนโลก เหตุผลที่ฝ่ายจีนเลือก CE-7 MATCH เป็น 1 ใน 7 อุปกรณ์วิจัยจากนานาชาติ เพราะการออกแบบนวัตกรรมที่เป็นไอเดียของมหาวิทยาลัยมหิดลนี้ มีระบบที่สามารถทำงานเชื่อมต่อและใช้ร่วมกับอุปกรณ์อื่นของยานได้อย่างลงตัว
ดังนั้นภารกิจในครั้งนี้ไทยจะได้องค์ความรู้ ได้เรียนรู้ตั้งแต่การออกแบบเครื่องมือสำหรับอวกาศ ไปจนถึงการรับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจริงจากวงโคจรรอบดวงจันทร์ ได้พัฒนาคน ภารกิจแบบนี้ต้องใช้ทั้งนักฟิสิกส์ วิศวกร นักพัฒนาซอฟต์แวร์ นักวิเคราะห์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา ได้เทคโนโลยี
ความสามารถในการสร้างอุปกรณ์ที่ต้องทำงานในอวกาศสามารถต่อยอดไปยังดาวเทียม ระบบตรวจวัด เซนเซอร์ อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีขั้นสูงอื่น ๆ เปิดประตูสู่อุตสาหกรรมอวกาศ
ในวันที่เศรษฐกิจอวกาศกำลังขยายตัว ประเทศที่มีความสามารถในการสร้างเทคโนโลยีและผลิตบุคลากรด้านอวกาศ ย่อมมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมใหม่
ฉางเอ๋อ 7 จึงไม่ใช่แค่ภารกิจของจีน หรือการไปสำรวจดวงจันทร์เท่านั้น แต่คืออีกหนึ่งก้าวของมนุษย์ในการเรียนรู้บรรยากาศนอกโลก ขณะที่จีนสำรวจสภาพแวดล้อมที่ขั้วใต้ดวงจันทร์ ไทยก็มี “CE-7 MATCH” ร่วมภารกิจเพื่อเก็บข้อมูลรังสีในอวกาศ
เพราะทุกข้อมูลที่ค้นพบในวันนี้ อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญของการเดินทางในวันข้างหน้า และการไปดวงจันทร์ครั้งนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่มนุษย์จะก้าวไกลออกไป เพื่อค้นหาคำตอบว่า เราจะใช้ชีวิตนอกโลกได้หรือไม่ และโลกใบถัดไปของมนุษย์จะอยู่ที่ไหน
พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมติดตามการปล่อยยานฉางเอ๋อ 7 ในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส