Last updated: 23 ก.ค. 2569 | 34 จำนวนผู้เข้าชม |
หากมองไปข้างหน้า อุตสาหกรรมหุ่นยนต์กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันมุ่งเน้นไปที่ประสิทธิภาพของระบบอัตโนมัติและการผลิตในภาคอุตสาหกรรม สู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเพิ่มขีดความสามารถให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้ เรียนรู้ ตัดสินใจ และทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในตลาดโลกไม่ได้วัดกันเพียงว่าใครผลิตหุ่นยนต์ได้มากกว่า แต่เป็นการแข่งขันกันที่เทคโนโลยี งานวิจัย บุคลากร และความสามารถในการพัฒนาโซลูชันที่นำไปใช้งานจริง
การที่ประเทศไทยสามารถคว้าสิทธิ์เป็นเจ้าภาพการประชุม IEEE International Conference on Robotics and Automation (ICRA) 2030 เป็นการจัดงานระดับโลก โดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, IEEE RAS (Robotics and Automation Society) Thailand Chapter และ IEEE Thailand Section ประกาศความสำเร็จในการนำงาน IEEE ICRA 2030 มาจัดในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 13–17 มิถุนายน 2573 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์และคาดว่าจะดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย นักวิชาการ และผู้ประกอบการจากทั่วโลกประมาณ 10,000 คน พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 1.06 พันล้านบาท

ไฮไลต์สำคัญไม่ได้อยู่แค่จำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือการที่ประเทศไทยกำลังเปิดประตูรับ นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ บริษัทเทคโนโลยี Startup นักลงทุน และผู้พัฒนาเทคโนโลยี Robotics และ Automation จากทั่วโลก เข้ามาเชื่อมต่อกับอุตสาหกรรมไทย
ทีเส็บประเมินว่า การจัดงานครั้งนี้จะสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศและก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจกว่า 1,064.44 ล้านบาท สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจประมาณ 590.60 ล้านบาท เกิดการจ้างงานราว 745 อัตรา และสร้างรายได้ภาษีแก่ภาครัฐประมาณ 36.41 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ คือ “Legacy” ที่อาจเกิดขึ้นหลังงานจบ เพราะเป้าหมายของทีเส็บต้องการให้ไมซ์ไม่ได้จบลงแค่จำนวนผู้เข้าร่วมงานหรือรายได้จากการจัดประชุม แต่ต้องสามารถต่อยอดไปสู่ การลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร และการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ทีเส็บชี้ไมซ์ใหม่ ไม่ใช่แค่จัดงาน แต่ต้องสร้าง Economic Impact

นางสาวจิตนันท์ เตชะศรินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการจัดประชุมนานาชาติ ทีเส็บ กล่าวว่า การสนับสนุนให้ประเทศไทยได้รับสิทธิ์เป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 สอดคล้องกับแนวทางการวาง Positioning อุตสาหกรรมไมซ์ไทยในฐานะ Strategic Economic Platform ท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ประเทศจำเป็นต้องสร้าง New Value Creation เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน
“ไมซ์ไทยต้องเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยดึง Global Talent ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้มาพบกับโอกาสของการพัฒนา การต่อยอด ความร่วมมือทั้งในเชิงวิชาการ องค์ความรู้ การค้าและการลงทุน เพื่อไม่ให้งานไมซ์จำกัดอยู่แค่ความสำเร็จของการจัดงานหรือ Event Success แต่ต้องเป็นงานที่สร้าง High Impact National Value และ Legacy ที่ขับเคลื่อนไปสู่ Economic Integration และ Industry Growth”
เธอกล่าวว่า IEEE ICRA 2030 เป็นงานที่สามารถเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ การลงทุน การผลิต การค้า การวิจัยและพัฒนา ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการพัฒนาผู้ประกอบการและการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยให้มีฐานที่แข็งแรงในอุตสาหกรรมยานยนต์ การแพทย์ และอาหาร และต่อยอดสู่การเป็น Advanced Manufacturing Hub
มหิดล ICRA 2030 เปิดประตูเชื่อม “นักวิจัย–ธุรกิจ–รัฐบาล”

รองศาสตราจารย์ ดร. จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ กรรมการบริหารศูนย์เครือข่ายวิจัยประยุกต์ทางเทคโนโลยีหุ่นยนต์และชีวการแพทย์ (BART LAB) คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดเด่นของ IEEE ICRA คือการเป็นเวทีที่เชื่อมโยง Academia–Industry–Government เข้าด้วยกัน เพราะในเวทีเดียว ภาคธุรกิจจะได้พบกับนักวิจัย นักพัฒนาเทคโนโลยี และผู้ใช้งานจากทั่วโลก ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้าน หุ่นยนต์ AI ระบบอัตโนมัติ เซ็นเซอร์ ชิป และซอฟต์แวร์ สามารถเข้ามาสนับสนุนงาน และ Startup สามารถใช้เป็นพื้นที่เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่
“IEEE ICRA จึงเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวและถ่ายทอดเทคโนโลยี การจับคู่ความร่วมมือด้านการวิจัยและธุรกิจ การสร้างโอกาสด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
สำหรับประเทศไทย การเป็นเจ้าภาพไม่ได้หมายถึงการนำองค์ความรู้เข้ามาเพียงระยะสั้น แต่เป็นโอกาสในการเชื่อมต่อระบบนิเวศเทคโนโลยีของไทยเข้ากับเครือข่ายระดับโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีฐานการผลิตอยู่แล้ว เช่น ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และระบบอัตโนมัติ
จาก “Manufacturing Hub” สู่ “Innovation Hub”

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การที่ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของไทยในการจัดงานระดับนานาชาติ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศจาก Manufacturing Hub สู่ Innovation Hub โดยเฉพาะการเชื่อมโยง งานวิจัย เทคโนโลยี และภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
“อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย เชื่อมั่นว่าการประชุมเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลกในครั้งนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเร่งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านหุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติในภาคการผลิต พร้อมสร้างโอกาสให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และนักลงทุนจากทั่วโลก”
ในมุมของภาคธุรกิจ สิ่งที่ผู้ประกอบการไทยมีโอกาสได้รับจากเวทีนี้จึงครอบคลุมตั้งแต่ การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ การพบพันธมิตรทางธุรกิจ การจับคู่กับผู้พัฒนาเทคโนโลยี การต่อยอดงานวิจัย ไปจนถึงโอกาสดึงดูดการลงทุน ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ยังมีโอกาสขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้เทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น ผู้พัฒนาโซลูชันและผู้ให้บริการเทคโนโลยี ที่สามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน Robotics และ Automation ระดับภูมิภาค

ด้าน ส.อ.ท. ชี้ Robotics–AI–Automation คือโจทย์ใหญ่ของภาคผลิตไทย นายมานะผล ภู่สมบุญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประจำสำนักประธาน กล่าวว่า การได้เป็นเจ้าภาพ IEEE ICRA 2030 ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านและการแข่งขันในเวทีโลก
ส.อ.ท. จึงวางยุทธศาสตร์ 5I โดยเฉพาะ Intelligent Industry เพื่อส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัล AI และหุ่นยนต์มาใช้ในภาคการผลิต ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากรผ่านแนวคิด RUN Concept — Reskill, Upskill, New Skill
“งานนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระดับโลก การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นฐานนวัตกรรมด้าน Robotics, Automation และ AI ของภูมิภาคอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป”
โจทย์ใหญ่หลังปี 2030 คือทำอย่างไรให้เทคโนโลยีไม่จบแค่ในห้องประชุม
นายมานะผลกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าว่า IEEE ICRA 2030 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบนิเวศ Robotics และ Automation ของไทย โดยเปลี่ยนโอกาสจากการดึงผู้เชี่ยวชาญกว่า 10,000 คน ให้เกิดเป็นความร่วมมือจริง ทั้งการนำงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม การจับคู่ Startup กับนักลงทุน การพัฒนา System Integrator และบุคลากรทักษะสูง
ขณะเดียวกัน Automation กำลังสร้างความต้องการแรงงานทักษะใหม่ ทำให้โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียง “งานจะหายไปหรือไม่” แต่คือ “แรงงานไทยพร้อมแค่ไหนสำหรับงานแห่งอนาคต” หากไทยต่อยอดองค์ความรู้สู่การลงทุน ธุรกิจใหม่ และการใช้เทคโนโลยีจริง ICRA 2030 จะเป็นมากกว่างานประชุมระดับโลก แต่เป็นแรงส่งให้ไทยก้าวจาก Manufacturing Hub สู่ Advanced Manufacturing และศูนย์กลาง Robotics และ AI ของภูมิภาคอาเซียนในระยะยาว