Last updated: 11 ก.ค. 2569 | 7 จำนวนผู้เข้าชม |
การสร้าง "สุขภาพที่ดี" ของเด็กนักเรียน ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ออกกำลังกายหรือรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่ต้องเริ่มจากการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ช่วยเปลี่ยนพฤติกรรม และเปิดโอกาสให้เด็ก ครู ผู้ปกครอง และชุมชน มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาวะไปพร้อมกัน
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ AIA Healthiest Schools หรือ "สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี" ซึ่งก้าวสู่ปีที่ 4 และเติบโตเป็นหนึ่งในโครงการด้านสุขภาวะเยาวชนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยปีนี้มีโรงเรียนส่งผลงานเข้าร่วมกว่า 1,500 โรงเรียน แบ่งอออกเป็นระดับประถมและมัธยม ซึ่งนับเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่เริ่มโครงการในปี 2565

โครงการนี้มีเป้าหมายส่งเสริมให้นักเรียนอายุ 5-16 ปี สามารถนำแนวทางการใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพไปปรับใช้ได้จริง ผ่านการพัฒนาโรงเรียนใน 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Eating) การใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง (Active Lifestyles) สุขภาพใจที่ดี (Mental Wellbeing) และการดูแลสุขภาวะเพื่อความยั่งยืน (Health & Sustainability)
จุดเด่นของโครงการ คือการเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียนออกแบบกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทและปัญหาของพื้นที่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัย การส่งเสริมการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพจิต หรือการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นได้

นายสจ๊วต เอ. สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ และประธานคณะกรรมการตัดสินการแข่งขัน กล่าวว่า ปัจจุบันเยาวชนทั่วภูมิภาคกำลังเผชิญความท้าทายทั้งการขาดการออกกำลังกาย ปัญหาโภชนาการ และปัญหาสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้น การปลูกฝังพฤติกรรมที่ดีตั้งแต่วัยเรียนจึงเป็นการลงทุนที่สำคัญ เพราะนอกจากช่วยสร้างสุขภาพที่ดีแล้ว ยังพัฒนาทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของคนรุ่นใหม่
"โครงการของเราไม่ได้มุ่งเพียงสร้างความตระหนักรู้ แต่ต้องการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมอย่างยั่งยืน ตามคำมั่นสัญญา Healthier, Longer, Better Lives – เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น" นายสจ๊วตกล่าว
ในปีนี้ เอไอเอได้จัดพิธีมอบรางวัลระดับภูมิภาค ณ กรุงเทพมหานคร พร้อมมอบเงินรางวัลรวม 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนให้โรงเรียนผู้ชนะเดินหน้าพัฒนากิจกรรมด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

รางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคตกเป็นของ โรงเรียน SMP IL Kapten Fatubaa ประเทศอินโดนีเซีย โรงเรียนขนาดเล็กในหมู่บ้านชายแดนห่างไกล ที่นักเรียนต้องข้ามแม่น้ำและเดินผ่านเส้นทางทุรกันดารเพื่อมาเรียน แต่สามารถเปลี่ยนปัญหาขยะในชุมชนให้กลายเป็นโอกาสในการเรียนรู้ ผ่านโครงการ Huka Upcycling Project ที่นำเปลือกกล้วยมาแปรรูปเป็นไอศกรีม ปุ๋ยหมัก และปุ๋ยน้ำชีวภาพ เชื่อมโยงการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และการสร้างทักษะผู้ประกอบการ พร้อมสร้างประโยชน์ให้กับคนในชุมชนกว่า 1,000 คน
สำหรับรางวัลรายสาขา Angchum Secondary School ประเทศกัมพูชา คว้ารางวัลด้านการดูแลสุขภาวะเพื่อความยั่งยืน จากการรณรงค์ลดการใช้พลาสติกและยกระดับสุขอนามัยร่วมกับชุมชน

Chongqing Nan'an District Shanhu Puhui Experimental Primary School ประเทศจีน ได้รับรางวัลด้านสุขภาพใจ จากโครงการ "Emotion Eco-Park" ที่ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้การจัดการอารมณ์ ลดความขัดแย้ง และสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตร

Sekolah Kebangsaan Manir ประเทศมาเลเซีย คว้ารางวัลด้านการใช้ชีวิตอย่างกระฉับกระเฉง จากการใช้ระบบดิจิทัลติดตามพฤติกรรมสุขภาพ ส่งเสริมการดื่มน้ำ การออกกำลังกาย และการตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพของนักเรียน

ส่วน Chu Van An Primary School ประเทศเวียดนาม ได้รับรางวัลด้านการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ จากโครงการ "Happy Meal" ที่ให้นักเรียนเรียนรู้การปลูกผักอินทรีย์ การประกอบอาหาร และโภชนาการ ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคดีขึ้น นักเรียนมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์สุขภาพดีเพิ่มขึ้น และผู้ปกครองมีความเชื่อมั่นต่ออาหารกลางวันของโรงเรียนมากขึ้น
จากความสำเร็จของปีนี้ เอไอเอเตรียมขยายโครงการ AIA Healthiest Schools ประจำปี 2569/70 ไปยังเมียนมาและนิวซีแลนด์ เพิ่มเติมจากประเทศที่เข้าร่วมอยู่แล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย กัมพูชา ฮ่องกง อินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย และเวียดนาม เพื่อขยายโอกาสให้โรงเรียนและชุมชนในภูมิภาคได้ร่วมสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน
ความสำเร็จของ AIA Healthiest Schools จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเฟ้นหาโรงเรียนต้นแบบ แต่ยังแสดงให้เห็นว่า เมื่อโรงเรียนได้รับโอกาสในการออกแบบแนวทางแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งต่อเด็ก ครอบครัว ชุมชน และสังคม พร้อมตอกย้ำว่าการลงทุนด้านสุขภาพของเยาวชนในวันนี้ คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่จะสร้างคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งของสังคมในระยะยาว