NIA - จุฬาฯ ปักหมุด Wellness ไทยยุคใหม่ ใช้วิจัย ข้อมูลสุขภาพ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอนาคต

Last updated: 21 พ.ค. 2569  |  46 จำนวนผู้เข้าชม  | 

NIA - จุฬาฯ ปักหมุด Wellness ไทยยุคใหม่  ใช้วิจัย ข้อมูลสุขภาพ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจอนาคต

เมื่อ Wellness ไม่ใช่แค่ “การพักผ่อน” แต่คือ “ผลลัพธ์สุขภาพ” ที่พิสูจน์ได้

ประเทศไทยกำลังพยายามเปลี่ยนอุตสาหกรรม Wellness “ธุรกิจบริการเพื่อการผ่อนคลาย” ไปสู่ “เศรษฐกิจสุขภาพมูลค่าสูง” ที่ใช้วิทยาศาสตร์ งานวิจัย และข้อมูลสุขภาพเฉพาะบุคคลเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน

นี่คือทิศทางที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศร่วมกันภายในงานสัมมนา “Beyond Relaxation” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรม Wellness ไทยสู่ยุค “Precision Hospitality” หรือบริการสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคลและพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริง


ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Health & Longevity Economy” ที่เศรษฐกิจสุขภาพและการมีอายุยืนกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของหลายประเทศ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งด้านบริการทางการแพทย์ สมุนไพรไทย และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรม Health & Wellness ไทยสู่ธุรกิจบริการมูลค่าสูง


วันนี้คำว่า Wellness ไม่ได้หมายถึงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ  (“Longevity)  และ “Scientific Based Wellness” ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงที่เติบโตเร็วทั่วโลก”  หากไทยสามารถพิสูจน์ได้ด้วยงานวิจัยและ Clinical Data ว่าสิ่งที่เรามีช่วยส่งเสริมสุขภาพได้จริง จะเพิ่มมูลค่าให้บริการและผลิตภัณฑ์ไทยขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกได้

ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญของธุรกิจเวลเนสไทยคือ “เพดานราคา” จากการแข่งขันในรูปแบบเดิม จึงจำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาต่อยอดทุนวัฒนธรรมไทย เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้บริการไทยในตลาดโลก โดยปัจจุบันคำว่า Relaxation ไม่ได้หมายถึงแค่การพักผ่อน แต่เชื่อมโยงสู่เทรนด์ Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเป็นตลาดมูลค่าสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ที่สำคัญการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเชื่อมงานวิจัยกับผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป  มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจขนาดใหญ่  และภาครัฐเพื่อเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาในแพลตฟอร์มธุรกิจ Wellness ซึ่งหากไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรม เวลเนสด้วยการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเชื่อมงานวิจัยกับผู้ประกอบการ สตาร์ตอัป  มหาวิทยาลัย ภาคธุรกิจขนาดใหญ่  และภาครัฐเพื่อเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาในแพลตฟอร์มธุรกิจ Wellness จะช่วยทั้งเพิ่มมูลค่าภาคบริการและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล


ในมุมของ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผอ. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สะท้อนว่า “Wellness” ไม่ใช่แค่ธุรกิจสุขภาพหรือการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเศรษฐกิจมูลค่าสูงที่ทั่วโลกแข่งขันกันอย่างจริงจัง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและการขยายตัวสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.32 ต่อปี ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของตลาด Wellness ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 24 ของโลกด้วยมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านเหริยญสหรัฐ โดยไทยมีแต้มต่อสำคัญทั้งด้านบริการ สุขภาพ อาหาร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งสามารถต่อยอดสู่ “Wellness Economy” ได้มากกว่าการขายประสบการณ์ผ่อนคลายแบบเดิม

สิ่งที่น่าสนใจคือ NIA กำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทจากหน่วยงานสนับสนุนทั่วไป มาเป็น “Focal Conductor” หรือผู้เชื่อมระบบนวัตกรรมทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การปั้นผู้ประกอบการ สนับสนุนทุน พัฒนาเครือข่าย ไปจนถึงพาธุรกิจไทยออกสู่ตลาดโลก ผ่าน 4 กลไก Groom, Grant, Growth และ Global


อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระยะต่อไปจะไม่ได้วัดกันแค่ “การบริการดี” แต่จะวัดกันที่ “ความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์”  ขณะเดียวกัน แนวทางที่เน้นมาตรฐาน ความปลอดภัย การตรวจสอบได้ และการสร้าง Thailand Innovation Hubs ยังสะท้อนว่าไทยกำลังพยายามยกระดับ Wellness จาก “ธุรกิจบริการ” ไปสู่ “อุตสาหกรรมนวัตกรรม” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง และแข่งขันได้ในระยะยาว ทั้งในมิติสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ 


ขณะที่ Chulalongkorn University โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ระบุว่า จุฬาฯ พร้อมทำหน้าที่เป็น “Scientific Partner” เชื่อมงานวิจัยจากห้องแล็บสู่การทดสอบทางคลินิกและการต่อยอดเชิงธุรกิจ ภายใต้แนวคิด “From Bench to Bedside to Business” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม Wellness ไทยจากการสร้าง “ความรู้สึกดี” ไปสู่ “ผลลัพธ์สุขภาพที่วัดผลได้” รองรับตลาดลูกค้าระดับ High-Net-Worth และธุรกิจ Longevity ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

โดยชี้ว่า การผลักดันเศรษฐกิจ Wellness ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องสร้าง “ห่วงโซ่มูลค่า” ที่เชื่อมโยงกันครบระบบ ตั้งแต่  “ใต้น้ำ” การสร้างกรอบคิดผู้ประกอบการและกล้าลงทุนในนวัตกรรม  “ต้นน้ำ” งานวิจัยที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคจริง ไม่ใช่งานวิจัยที่จบอยู่แค่ในห้องแล็บ  “กลางน้ำ” การสร้างแบรนด์และประสบการณ์เฉพาะบุคคลผ่าน Sensory Branding  และ“ปลายน้ำ” การสร้าง Engagement จนลูกค้ากลายเป็นกระบอกเสียงให้แบรนด์ผ่านโซเชียลมีเดีย  ที่สำคัญคือการเชื่อมทุกภาคส่วนให้เป็น “Chain” เดียวกัน ทั้งมหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศ Wellness ที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

พร้อมย้ำว่า “Wellness Country” ไม่ได้เป็นเพียงการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการ แต่คือการนำจุดแข็งด้านทรัพยากร ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมไทย มาผสานกับวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สร้างรายได้อย่างยั่งยืน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาวะระดับโลกอย่างแท้จริง


ภายในงาน มีผู้เชี่ยวชาญจากภาคการแพทย์ โรงพยาบาล นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ (ประธานคณะผู้บริหาร BDMS Wellness Clinic & Resort)   คุณกรด โรจนเสถียร (ที่ปรึกษาประธานบริหาร ชีวาศรมฯ)และศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ (ประธานบอร์ดงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)งานสัมมนาครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ แต่เป็นสัญญาณชัดว่า ประเทศไทยกำลังเร่งเปลี่ยน Wellness จาก “ธุรกิจสปาและการพักผ่อน” ไปสู่ “อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต” ที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และข้อมูลสุขภาพเชิงลึกอย่างเต็มรูปแบบ


นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่า  จุฬาฯ รับบทแกนกลางเชื่อมผู้ประกอบการเวลเนสกับนักวิจัยทั่วประเทศ เพื่อยกระดับ “เวลเนสไทย” จากธุรกิจบริการสู่ “Wellness Innovation” ที่มีงานวิจัยและมาตรฐานรองรับ

แนวทางสำคัญของโครงการ คือ เริ่มจากรับฟัง Pain Point ของผู้ประกอบการ ทั้งเรื่องมาตรฐานบริการ ความปลอดภัย และการเพิ่มจำนวนลูกค้า ก่อนเปิดเวทีให้นักวิจัยเข้ามาจับคู่กับภาคธุรกิจ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและบริการที่ตอบโจทย์จริง  และยังทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ช่วยจับคู่เครือข่าย หานักวิจัย และช่วยเขียน Proposal ให้ผู้ประกอบการ ไม่ต้องไปหานวัตกรรมเอง  ขณะนี้มีเครือข่ายเวลเนสรายใหญ่เข้าร่วมแล้ว เช่น Chiva-Som รวมถึงแบรนด์อย่าง Health Land และ Divana ที่กำลังประสานอยู่ โดยตั้งเป้าปีแรกสร้างเครือข่ายอย่างน้อย 6 กลุ่ม สร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 2,500 ล้านบาท และเพิ่มผู้ใช้บริการ 1,000 คน

โครงการได้รับงบสนับสนุนปีแรก 180 ล้านบาทจาก Thailand Science Research and Innovation (สกสว.) และอยู่ภายใต้การผลักดันของ National Innovation Agency (NIA)
ปีแรกจะเน้น “สปาไทย” ก่อนต่อยอดไปสู่มวยไทย อาหารไทย ดนตรีไทย และวัฒนธรรมไทยรูปแบบอื่น ๆ เพื่อสร้าง Wellness Soft Power ของประเทศในอนาคต

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้