สวทช. สจล. อัปสกิลคนรุ่นใหม่ ป้อนอุตสาหกรรม EV ขานรับนโยบาย อว. for EV

Last updated: 19 พ.ค. 2569  |  48 จำนวนผู้เข้าชม  | 

สวทช.  สจล. อัปสกิลคนรุ่นใหม่ ป้อนอุตสาหกรรม EV  ขานรับนโยบาย อว. for EV

ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ  “ยานยนต์ไฟฟ้า (EV)” ที่ไม่ได้ถูกมองในฐานะอุตสาหกรรมใหม่ของโลกเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็น “เทคโนโลยีแห่งอนาคต” ที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ พลังงาน และความยั่งยืนเข้าไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนกลายเป็นวาระสำคัญของทุกประเทศ

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. จับมือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด และการพัฒนากำลังคน เพื่อยกระดับขีดความสามารถอุตสาหกรรม EV ไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัยเชิงลึก ห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการผลิตบุคลากรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมจริง


ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนว่า ไทยกำลังพยายาม “เปลี่ยนผ่าน” จากฐานการผลิตยานยนต์แบบเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดของภูมิภาค ท่ามกลางกระแส Green Technology ที่หลายประเทศเร่งแข่งขันเพื่อดึงดูดการลงทุนและสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

จุดเด่นสำคัญของรถ EV คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลักของโลก เพราะรถ EV ไม่มีการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง จึงช่วยลดมลพิษทางอากาศ ฝุ่น PM2.5 และเสียงรบกวนในเมืองใหญ่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในอีกมิติ รถ EV ยังไม่ได้เป็นเพียง “รถยนต์เปลี่ยนพลังงาน” แต่กำลังกลายเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมใหม่ ทั้งเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ระบบจัดการพลังงาน ระบบกักเก็บพลังงาน และโครงข่ายพลังงานสะอาด ซึ่งล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Smart City และระบบพลังงานแห่งอนาคต


ศาสตราจารย์ ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมศักยภาพประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดได้ครบห่วงโซ่ ตั้งแต่ระบบขับเคลื่อน แบตเตอรี่ ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ รองรับเป้าหมายสำคัญของกระทรวง อว. ที่ต้องการผลักดันไทยให้แข่งขันได้ในยุค Tech War ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรม EV ไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงการดึงดูดโรงงานผลิต แต่คือ “การขาดบุคลากร Deep Tech” ที่เข้าใจทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ วิศวกรรมระบบพลังงาน และยานยนต์สมัยใหม่

ความร่วมมือระหว่าง สวทช. และ สจล. จึงถูกออกแบบให้ตอบโจทย์นี้โดยตรง ผ่านโมเดล “เรียนจากงานจริง” ทั้งสหกิจศึกษา ห้องปฏิบัติการร่วม การวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการ Up-skill และ Re-skill บุคลากร เพื่อให้สามารถเข้าสู่สายงาน EV ได้ทันทีหลังจบการศึกษา


ด้าน รองศาสตราจารย์ คมสัน มาลีสี กล่าวว่า จุดแข็งของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำองค์ความรู้จากศูนย์ความเป็นเลิศด้านยานยนต์ไฟฟ้าประเทศไทย หรือ TECE ของ สวทช. มาต่อยอดร่วมกับความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของ สจล. เพื่อเร่งสร้างบุคลากรทักษะสูงรองรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดงานวิจัยด้านพลังงานสะอาด เช่น เทคโนโลยี Hydrogen Fuel Cell จากก๊าซชีวภาพ การพัฒนาแบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งอาจกลายเป็น “New S-Curve” สำคัญของประเทศไทยในระยะยาว

นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จของความร่วมมือครั้งนี้ จะไม่ได้วัดจาก “จำนวนงานวิจัย” เพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากว่า ประเทศไทยสามารถสร้าง “กำลังคน EV รุ่นใหม่” ได้เร็วพอที่จะตอบโจทย์การลงทุนของอุตสาหกรรมโลกหรือไม่ เพราะในยุคที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีรุนแรงขึ้น ประเทศที่ได้เปรียบ อาจไม่ใช่ประเทศที่มีเทคโนโลยีมากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถสร้างคนให้ทันกับเทคโนโลยีได้เร็วที่สุด

ในระยะยาว หากประเทศไทยสามารถสร้างระบบนิเวศ EV ได้ครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การผลิตบุคลากร โรงงานผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด ก็จะช่วยให้ประเทศก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” และ “การรักษาสิ่งแวดล้อม” ไปพร้อมกัน

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้