ถึงเวลารื้อระบบราชการ ยศชนัน ดัน สวทช. เป็นศูนย์กลางงานวิจัยแห่งชาติ ลดงานซ้ำซ้อน เชื่อม 6 กระทรวงแก้โจทย์ประเทศ

Last updated: 17 พ.ค. 2569  |  74 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน

เมื่อ “งานวิจัย” ไม่ได้จบแค่ในห้องแล็บ แต่ต้องใช้ได้จริง ประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ข้อมูล เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายหน่วยงานถูกเชื่อมเข้าหากัน เพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม มากกว่าการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนที่ผ่านมา


การที่ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำตัวแทนจาก 6 กระทรวง พร้อมหน่วยงานเศรษฐกิจ สาธารณสุข และพลังงาน เข้าดูงานที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเยี่ยมชมนวัตกรรมทั่วไป แต่สะท้อนความพยายาม “รื้อวิธีทำงานแบบเดิม” ของภาครัฐ


ภายใต้แนวคิด “National Research Engine” หรือ “เครื่องยนต์วิจัยของชาติ” รัฐบาลกำลังผลักดันให้ สวทช. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี AI และโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนภารกิจของทุกกระทรวงร่วมกัน  เพราะประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่พร้อมกันหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว สังคมสูงวัย ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แรงงานทักษะต่ำ ต้นทุนเกษตรสูง และการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก โจทย์เหล่านี้ไม่สามารถแก้ด้วย “นโยบายแบบเดิม” ได้อีกต่อไป


ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน ระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการ “ดึงงานวิจัยออกจากหิ้ง” แล้วเชื่อมเข้ากับภารกิจของแต่ละกระทรวงโดยตรง ผ่านโมเดล “Sandbox of Implementation” หรือการทลายกำแพงระหว่างนักวิจัยกับผู้ใช้งานจริง เพื่อให้งานวิจัยตอบโจทย์ของแต่ละกระทรวงได้ทันที  ภาพที่เกิดขึ้นจึงน่าสนใจ เพราะแต่ละกระทรวงเริ่มเห็นว่า “เทคโนโลยี” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ

” รมว.อว. ยังกล่าวย้ำอีกว่า“เป้าหมายของผมและชาว สวทช. ชัดเจนครับ นวัตกรรมไทยต้องไม่ใช่งานวิจัยที่รอการค้นพบ แต่ต้องเป็น 'คำตอบ' ที่ใช้แก้โจทย์ชีวิตและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน


นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวชื่นชมความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการศึกษาว่า กระทรวงศึกษาธิการ ต้องการใช้ AI และแพลตฟอร์ม Personalized Learning เพื่อแก้ปัญหาการศึกษาแบบมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หวังใช้นวัตกรรมพันธุ์พืช ปุ๋ยสั่งตัด และชีวภัณฑ์ ช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรไทยในยุคที่การแข่งขันด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น

โดย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของเกษตรกรไทยวันนี้คือ “ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และต้องแข่งขันได้” ซึ่งความสำเร็จของการพัฒนาพันธุ์ข้าวสายพันธุ์ใหม่โดย สวทช. ไม่เพียงช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังต้านทานโรคและแมลงได้ดี เมื่อผสานกับเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดและชีวภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยลดรายจ่ายด้านสารเคมี เพิ่มรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยได้อย่างยั่งยืน


ด้านสาธารณสุข การผลักดันนวัตกรรมทางการแพทย์ของคนไทยเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ไม่เพียงช่วยลดการนำเข้า แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้เร็วขึ้น

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ความมั่นคงทางสาธารณสุขจะเกิดขึ้นได้ เมื่อประเทศสามารถพึ่งพานวัตกรรมของตนเองได้ โดยเฉพาะการที่นวัตกรรมไทย เช่น วัสดุทดแทนกระดูก (M-Bone) และชุดตรวจอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ (AL-Strip) ได้รับการขึ้นทะเบียนและเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่เพียงช่วยประหยัดงบประมาณภาครัฐ แต่ยังทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพสูงได้รวดเร็วและทั่วถึงมากขึ้น


ขณะที่กระทรวงแรงงานเริ่มเร่งพัฒนาทักษะใหม่ผ่านเทคโนโลยี 3D Printing และวัสดุขั้นสูง รองรับอุตสาหกรรมอนาคต หรือแม้แต่กระทรวงการคลังเอง ก็เริ่มขยับสู่การใช้ AI บริหารภาษีและข้อมูลทางการเงิน สะท้อนว่าระบบราชการกำลังเข้าสู่ยุค Data-Driven Government มากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ ความพยายามสร้าง “Synergistic Government” หรือรัฐบาลที่ทำงานเชื่อมกันด้วยข้อมูล วิจัย และเทคโนโลยีเดียวกัน เพราะที่ผ่านมา จุดอ่อนสำคัญของไทยคือ “ต่างคนต่างทำ” งานวิจัยจำนวนมากไม่ถูกใช้จริง ขณะที่หลายกระทรวงใช้งบประมาณแก้ปัญหาซ้ำซ้อน

การดึง สวทช. มาเป็นศูนย์กลาง จึงไม่ใช่แค่เรื่องวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ให้ “ข้อมูล งานวิจัย AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี” กลายเป็นระบบกลางของประเทศ


การขยับครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการสนับสนุนงานวิจัย แต่กำลังสะท้อนแนวคิดใหม่ของรัฐบาล ที่ต้องการเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้กลายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ท่ามกลางโลกที่แข่งขันกันด้วย AI เทคโนโลยี และข้อมูล  เพราะโจทย์สำคัญของประเทศไทยวันนี้ อาจไม่ใช่แค่ “เรามีงานวิจัยมากพอหรือยัง” แต่คือ “ระบบราชการยังทำงานซ้ำซ้อนและแยกส่วนกันอยู่หรือไม่” มากกว่า

ท้ายที่สุด หากประเทศไทยต้องการเติบโตต่อในโลกที่เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนเร็ว เศรษฐกิจไทยคงไม่สามารถพึ่งเพียงการท่องเที่ยวหรือการผลิตแบบเดิมได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้ “นวัตกรรม” เป็นเครื่องยนต์ใหม่ของประเทศ และนี่อาจเป็นครั้งแรกที่เราเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า “งานวิจัย” กำลังถูกผลักให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาชีวิตคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวเลขผลงานบนรายงานอีกต่อไป

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้