Last updated: 1 มี.ค. 2569 | 73 จำนวนผู้เข้าชม |
วงการอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังก้าวสู่มิติใหม่ เมื่อ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (มทร.รัตนโกสินทร์) นำโดย รศ.ดร.อุดมวิทย์ ไชยสกุลเกียรติ รักษาราชการแทนอธิการบดี และประธาน ทปอ.มทร. พร้อมคณะผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ สำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษา วิจัย และนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต การใช้ประโยชน์ การจำหน่าย ตลอดจนการยกระดับคุณภาพผลผลิตและความหวานของอ้อย ผ่านการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการเกษตรและแนวทาง Smart Farming เพื่อเพิ่มมูลค่าและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้กรอบความร่วมมือระยะเวลา 2 ปี ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การจัดกิจกรรมวิชาการ และการสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อผลักดันโครงการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “อนาคตของอ้อยน้ำตาลไทย และความท้าทาย” รวมพลังผู้นำความคิดจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น นายอำนวย ปะติเส อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายเอกรินทร์ ทองนอก รองผู้อำนวยการและรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย, รองศาสตราจารย์ ดร. วิรัตน์ วาณิชย์ศรีรัตนา นายกสมาคมนักวิชาการอ้อยและน้ำตาลแห่งประเทศไทย ตลอดจนผู้แทนจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง ร่วมกันถอดบทเรียนและมองไกลถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทยในทศวรรษหน้า
วงเสวนาสะท้อนภาพความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ความผันผวนของราคาตลาดโลก ภาวะโลกร้อนที่กระทบผลผลิต ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ไปจนถึงกติกาการค้าและมาตรฐานคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้น ขณะเดียวกัน ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า “วิกฤต” กำลังเปิดทางสู่ “โอกาส” หากอุตสาหกรรมเร่งปรับตัวด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัย เพื่อยกระดับสู่อุตสาหกรรมชีวภาพ เพิ่มมูลค่าจากวัตถุดิบอ้อย ตอบโจทย์โมเดลเศรษฐกิจ BCG อย่างเป็นรูปธรรม
โดยเฉพาะมุมมองของ นายเอกรินทร์ ทองนอก รองผู้อำนวยการและรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ชี้ว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคที่ 5” หรือยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากสินค้าโภคภัณฑ์แบบดั้งเดิม สู่ภาคอุตสาหกรรมชีวภาพมูลค่าสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาตลาดโลกและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น บทบาทของกองทุนอ้อยฯ จะไม่หยุดเพียงการดูแลเสถียรภาพราคาอีกต่อไป แต่จะขยายสู่การเป็นกลไกขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรม ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่ง มุ่งเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต ลดการเผาอ้อย และพัฒนาระบบข้อมูลคาร์บอนอย่างเป็นระบบ เป้าหมายสำคัญคือ การยกระดับอ้อยไทยสู่การเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความรู้ และความยั่งยืน พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ผู้นำน้ำตาลคาร์บอนต่ำ” ในภูมิภาค
ในเทวีเสวนายังชี้ให้เห็นถึงการประกาศทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมอ้อยน้ำตาลไทย ที่ต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นคง แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว. ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย สู่การเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) ที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง ควบคู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว.