Last updated: 12 ม.ค. 2569 | 106 จำนวนผู้เข้าชม |
ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งการก้าวกระโดดของ AI ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้าใหม่ ไปจนถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม “นวัตกรรม” ยังคงเป็นคำตอบสำคัญของการอยู่รอดและการเติบโต
สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ชวนผู้ประกอบการไทยมองไปข้างหน้าในปี 2569 ผ่าน 3 เทรนด์นวัตกรรมใหญ่ ที่จะกลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “โจทย์ท้าทาย” ของธุรกิจ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA ชี้ว่า ปี 2568 เป็นปีแห่งความผันผวนของโลก ทั้งการก้าวกระโดดของ AI ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การค้าโลกที่เปลี่ยนขั้วพร้อมมาตรการภาษีตอบโต้ รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติที่ทวีความรุนแรง ทุกปัจจัยล้วนเพิ่มความไม่แน่นอนต่อเศรษฐกิจและห่วงโซ่มูลค่าโลก ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ “นวัตกรรม” ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือเครื่องมือสำคัญในการตั้งรับ ปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ เพื่อพาเศรษฐกิจและสังคมเดินหน้าต่อไปอย่างยั่งยืน
ในปี 2569 นี้จึงเป็นปีที่ผู้ประกอบการ อยู่นิ่งได้ต้องคอยมองเกมให้ขาดและขยับให้ไว เพราะความเปลี่ยนแปลงรอบด้านยังเดินหน้าเร็ว ทั้งเทคโนโลยี กติกาโลก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะเดียวกัน ในความผันผวนก็ยังซ่อน “โอกาสใหม่” สำหรับธุรกิจนวัตกรรม
เริ่มจากฝั่งเทคโนโลยี ปีนี้ชัดเจนว่าเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการ “ลดต้นทุน” และ “สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว” โดยเฉพาะ Agentic AI หรือ AI เชิงปฏิบัติการ ที่ไม่ได้แค่ช่วยคิด แต่ลงมือทำงานแทนคนได้จริง ตั้งแต่ตอบแชทลูกค้า ปิดการขาย รับออเดอร์ จองคิว ไปจนถึงสั่งซื้อสินค้าอัตโนมัติ ผสานกับ Hyper-Automation ระบบอัตโนมัติที่เชื่อมทุกกระบวนการเข้าด้วยกัน ทำให้งานหลังบ้านไหลลื่นขึ้น ลดความผิดพลาด และตัดงานซ้ำซ้อนของคน เช่น ออเดอร์เข้า ระบบตัดสต็อก ออกเอกสารขนส่งทันทีแบบไม่ต้องคีย์ซ้ำ
อีกเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้คือ Carbon Accounting หรือระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งกำลังกลายเป็น “เงื่อนไขบังคับ” สำหรับเอสเอ็มอีที่ส่งออกหรือเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ ตั้งแต่การใช้พลังงาน การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการจัดการของเสีย เพื่อรับมือกติกาโลกที่เข้มงวดขึ้น ทั้ง CBAM ของยุโรป และกฎหมายด้านโลกร้อนที่ไทยกำลังเตรียมเดินหน้า

ขยับมาที่ฝั่งธุรกิจ เทรนด์ที่มาแรงยังคงสะท้อนโจทย์สุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน Health and Wellness ไม่ได้หยุดแค่การรักษา แต่ขยายไปถึงการป้องกันและการดูแลกายใจของคนวัยทำงานที่เผชิญความเครียดสะสม ปัญหา Office Syndrome และการนอนหลับ กลายเป็นโอกาสของคลินิกกายภาพบำบัด ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย อาหารเสริมคลายเครียด เครื่องหอมช่วยการนอน ไปจนถึงท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและกิจกรรมโยคะ–สมาธิ
ขณะเดียวกัน Pet Economy หรือเศรษฐกิจสัตว์เลี้ยง ยังโตสวนกระแสเศรษฐกิจ จากตลาดเฉพาะกลุ่มสู่ธุรกิจกระแสหลัก ทั้งอาหารสัตว์เกรดพรีเมียมแบบ Holistic หรือ Fresh Pet Food เสื้อผ้าแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์สำหรับแมว ไปจนถึงสปา โรงแรม และคอนโดสัตว์เลี้ยง ที่มีผู้เล่นใหม่กระโดดเข้ามาแย่งตลาดอย่างคึกคัก
อีกกลุ่มที่น่าจับตาคือ Green & Circular Business ธุรกิจรักษ์โลกและเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้กลายเป็นมูลค่า แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยอมจ่ายในราคาที่แพงกว่า หากสินค้ามีเรื่องราวและตอบโจทย์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการแปรรูปเปลือกผลไม้เป็นบรรจุภัณฑ์ การนำเศษผ้ามาทำกระเป๋าแฟชั่น หรือร้านรีฟิลในชุมชนเพื่อลดขยะพลาสติก ซึ่งเปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีท้องถิ่นสร้างแบรนด์จากทรัพยากรใกล้ตัว

ด้านผู้บริโภค พฤติกรรมคนไทยกำลังเปลี่ยนไปสู่ความ “คุ้มค่า” และ “ใส่ใจตัวเอง” มากขึ้น Hyper-Personalization กลายเป็นหัวใจสำคัญ ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ของดี แต่ต้องเป็นของที่ “ใช่สำหรับฉัน” ตั้งแต่อาหารเสริมจัดสูตรตามผลตรวจสุขภาพ ไปจนถึงสกินแคร์ที่ปรับเฉพาะบุคคล
พร้อมกันนั้น Silver Solution ก็กลายเป็นตลาดใหญ่ตามการเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์แบบ ธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อความสะดวกและความปลอดภัยของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นบริการปรับบ้าน ทัวร์ท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ หรือผู้ช่วยพาไปพบแพทย์ ล้วนสร้างความแตกต่างได้ชัดเจน และที่ยังคงแรงไม่ตกคือ Muketing หรือ Magic Economy เศรษฐกิจสายมูที่ผสานความเชื่อ ศรัทธา และศิลปะเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ทัวร์ทำบุญไหว้พระ ไปจนถึงเครื่องรางและแฟชั่นสายมู ที่สะท้อนวัฒนธรรมไทยและสร้างมูลค่าได้จริงในเชิงธุรกิจ
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีของการรอจังหวะ แต่เป็นปีของการ “อ่านเกมให้ขาด และปรับตัวให้ทัน” ใครใช้เทคโนโลยีเป็น เข้าใจผู้บริโภค และกล้าสร้างความแตกต่างก่อน ย่อมมีโอกาสยืนระยะและเติบโตได้ท่ามกลางโลกที่ไม่หยุดเปลี่ยน.

ดร.กริชผกา ยังชี้ต่อไปอีกว่า สตาร์ตอัปและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ซึ่งจะเป็นเครื่องยนต์สร้างอุตสาหกรรมใหม่ และดันนวัตกรรมไทยให้ไปไกลกว่าการเป็น “ผู้ตาม” แนวคิดหลักจึงโฟกัส 3 เรื่องใหญ่
หนึ่ง นวัตกรรมต้องยืนอยู่บน เทคโนโลยีขั้นสูงและความซับซ้อน ที่ลอกเลียนแบบยาก สร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
สอง การต่อยอด ความคิดสร้างสรรค์และทุนวัฒนธรรม ให้กลายเป็นสินค้าและบริการมูลค่าสูง
และสาม การเตรียม กำลังคนคุณภาพสูง ที่เข้าใจเทคโนโลยีและพร้อมรับตลาดแรงงานรูปแบบใหม่
โดย NIA ได้นำแนวคิด 4G ที่ทำหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การบ่มเพาะ (Groom) การให้ทุน (Grant) การพาธุรกิจเติบโต (Growth) ไปจนถึงการดันออกสู่ตลาดโลก (Global) ไม่ใช่แค่ช่วยให้ “เกิด” แต่ต้อง “โต” และ “รอด” ให้ได้จริง
ในปี 2569 ทิศทางยิ่งชัดขึ้นผ่านสิ่งที่เรียกว่า “นโยบายนวัตกรรม” ซึ่งไม่ใช่แค่การแจกทุน แต่เป็นการออกแบบกลไกทั้งระบบ
ด้านแรก คือการ ส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจนวัตกรรม ระยะเริ่มต้นยังจำเป็นต้องใช้เงินให้เปล่า แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโต การ “ร่วมลงทุน” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ NIA จึงเร่งต่อยอดกลไกอย่าง Corporate Co-funding และ NIA Venture ทำงานคู่กับ VC และ CVC รวมถึงเปิดประตูให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุนระดับโลก พร้อมมาตรการภาษีที่ช่วยลดต้นทุนการระดมทุนอย่าง Capital Gains Tax

ด้านที่สอง คือการ เชื่อมโยงทุกภาคส่วน ให้ระบบนิเวศนวัตกรรมทำงานจริง งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยต้องไม่หยุดอยู่ในห้องแล็บ แต่ถูกพาออกมาสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านกลไก Acceleration ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้าง Thailand Innovation Hub และการใช้มาตรการภาษีจาก BOI เพื่อดึงการลงทุน โดยอนาคตยังมีแผนผลักดัน IP Financing ให้ทรัพย์สินทางปัญญากลายเป็นหลักประกันทางการเงินได้จริง
ด้านที่สาม คือการ พัฒนานวัตกรรมระดับพื้นที่ เพราะเศรษฐกิจนวัตกรรมไม่ควรกระจุกอยู่แค่เมืองใหญ่ NIA ใช้กลไกหน่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อสังคม โครงการนวัตกรรมเปิด เมืองและชุมชน รวมถึง “หมู่บ้านนวัตกรรม” เพื่อเปลี่ยนไอเดียเล็ก ๆ ให้กลายเป็นต้นแบบที่สร้างรายได้ สร้างงาน และเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น หนึ่งในภาพที่เห็นชัดคือรายการ “นิลมังกร เดอะเรียลลิตี้” ที่เล่าเรื่องคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่เศรษฐกิจชุมชน
และสุดท้าย คือการ ยกระดับทักษะนวัตกรรมของประเทศ เพราะต่อให้มีทุนและเทคโนโลยี แต่ถ้าคนไม่พร้อม ระบบก็ไปไม่ถึงไหน NIA จึงเน้นปลูกฝัง mindset และทักษะนวัตกรตั้งแต่เยาวชน สตาร์ตอัป ไปจนถึง SME ผ่านโปรแกรมอย่าง STEAM4INNOVATOR, Startup Thailand League และหลักสูตรของ NIA Academy เพื่อสร้าง “คน” ที่พร้อมเติบโตไปกับนวัตกรรมตั้งแต่วันแรก

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า NIA ไม่ได้มองนวัตกรรมเป็นเรื่องของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ยังมีความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ผ่านแนวคิด 4G เพื่อผลักดันให้ธุรกิจนวัตกรรมไทยเติบโต แข็งแรง และก้าวสู่เวทีโลก พร้อมเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยให้เดินหน้าอย่างยั่งยืน ที่สำคัญยังได้นำเสนอเป็นนโยบายเพื่อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อใช้เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตไปพร้อมกัน หากกลไกเหล่านี้เดินหน้าได้จริง เป้าหมายการเป็น “ชาตินวัตกรรม” ก็อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป