Last updated: 27 ส.ค. 2569 | 16 จำนวนผู้เข้าชม |
ตาแห้ง แสบตา ภาพซ้อน มองไม่ชัด ตาโปน สัญญาณเตือนโรคอาการทางตาจากโรคไทรอยด์ (TED)
ปัญหาทางตาหลายชนิดไม่ได้เกิดจากดวงตาโดยตรง แต่เป็นผลจากโรคทางกาย เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือด และภาวะไขมันในเลือดสูง ซึ่งล้วนส่งผลต่อหลอดเลือดและจอประสาทตา และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นได้หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะ โรคเบาหวาน ที่อาจทำให้หลอดเลือดจอประสาทตาผิดปกติ มีเลือดออก และจอประสาทตาเสื่อม ส่วน ความดันโลหิตสูง อาจทำให้หลอดเลือดที่ตาตีบ อุดตัน หรือแตก ขณะที่โรคหลอดเลือดและไขมันในเลือดสูงก็เพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา ผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจตาอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง หากเริ่มมีภาวะเบาหวานขึ้นตา อาจต้องติดตามทุก 3–6 เดือน ตามความรุนแรง ระยะแรกแม้จอประสาทตาจะมีเลือดออก ผู้ป่วยอาจยัง มองเห็นชัดและไม่มีอาการผิดปกติ จึงมักละเลยการตรวจ ทำให้พลาดโอกาสรักษาแต่เนิ่น ๆ

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 4–5 ล้านคน และราว 20–30% มีโอกาสเกิดเบาหวานขึ้นตา ขณะที่ประมาณ 5% อยู่ในกลุ่มรุนแรงที่จำเป็นต้องรักษา หากโรครุนแรง อาจต้องรักษาด้วย การฉีดยาเข้าตา เลเซอร์ หรือผ่าตัด โดยปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ช่วยลดความผิดปกติของหลอดเลือดและเพิ่มทางเลือกในการรักษา
สำหรับผู้ที่มี ความดันโลหิตสูงหรือไขมันในเลือดสูง ก็มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของหลอดเลือดจอประสาทตา ซึ่งอาจนำไปสู่หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตกและมีเลือดออกได้
นอกจากนี้ โรคไทรอยด์ ยังเป็นอีกโรคสำคัญที่สามารถส่งผลต่อดวงตา และบางรายอาจรุนแรงจนกระทบต่อการมองเห็น จึงควรตรวจพบและดูแลตั้งแต่ระยะแรก ผู้ป่วยไทรอยด์บางรายอาจมี Thyroid Eye Disease (TED) หรือโรคตาจากไทรอยด์ร่วมด้วย โดยอาการไม่ได้มีแค่ “ตาโปน” อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่อาจเริ่มจากอาการที่ดูเหมือนไม่รุนแรง เช่น ตาแห้ง แสบตา ตาแดง หรือระคายเคือง ก่อนจะพัฒนาไปสู่อาการเปลือกตารั้ง เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่ชัด ซึ่งอาจกระทบทั้งการมองเห็นและส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตได้
ดังนั้น ผู้ป่วยไทรอยด์จึงไม่ควรมองข้ามความผิดปกติของดวงตา หากเริ่มมีอาการ ควรเข้ารับการประเมินตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้แพทย์ดูแลและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ศ.นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ประธานราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า TED เป็นภาวะที่อาจส่งผลต่อการมองเห็นและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้ โดยอาการในแต่ละคนอาจแตกต่างกัน การสังเกตความผิดปกติของดวงตาและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แพทย์ประเมินโรคและวางแนวทางการรักษาได้เร็วขึ้น ผู้ป่วยไทรอยด์จึงไม่ควรรอจนกระทั่งตาโปนหรือมีอาการรุนแรงแล้วจึงไปพบแพทย์ แต่ควรหมั่นสังเกตการเปลี่ยนแปลงของดวงตาอยู่เสมอ
โรคไทรอยด์ไม่ได้กระทบแค่ฮอร์โมน แต่อาจลุกลามถึงดวงตา

ด้าน รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต อายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม โรงพยาบาลศิริราช อธิบายว่า ไทรอยด์เป็นต่อมที่สร้างฮอร์โมนควบคุมการทำงานสำคัญของร่างกาย ทั้งการเต้นของหัวใจ การเผาผลาญ และอุณหภูมิ โดยเฉพาะภาวะไทรอยด์เป็นพิษที่มีฮอร์โมนสูงเกินไป ผู้ป่วยมักมีอาการใจสั่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด และในบางรายอาจมีโรคไทรอยด์ขึ้นตาร่วมด้วย
โรคไทรอยด์ขึ้นตาเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปกระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณหลังเบ้าตา ทำให้กล้ามเนื้อตาและไขมันรอบดวงตาขยายตัว จนเกิดอาการตาโปน เปลือกตารั้ง ตาแดง น้ำตาไหล เคืองตา หรือเห็นภาพซ้อน โรคเกรฟส์อาจเกี่ยวข้องกับการเกิด TED แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยไทรอยด์ทุกคนจะต้องมีปัญหาทางตา
ข้อมูลจากแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษประมาณ 30–40% มีอาการทางตาร่วมด้วย ขณะที่ราว 7–8% มีอาการรุนแรง เช่น ตาโปนชัด ตาแดง หรือภาพซ้อน และน้อยกว่า 1% อาจรุนแรงถึงขั้นกล้ามเนื้อตาบีบอัดเส้นประสาทตา เสี่ยงต่อการสูญเสียการมองเห็น
สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยควรรักษาและติดตามโรคไทรอยด์อย่างต่อเนื่อง พร้อมสังเกตอาการทางตา หากพบความผิดปกติควรรีบพบแพทย์ เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องส่งต่อให้จักษุแพทย์หรือไม่ การดูแลตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้สามารถติดตามอาการได้อย่างเหมาะสม

สำหรับการรักษา ผศ. พ.อ.หญิง รวีวรรณ ชุนถนอม ประธานชมรมศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่ผู้ป่วยควรสังเกตคือ ตาโปนผิดปกติ เห็นตาขาวมากขึ้น เปลือกตารั้ง ตาแดง น้ำตาไหล หรือเคืองตา รวมถึงอาการเห็นภาพซ้อน ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อตาที่โตขึ้นจนการเคลื่อนไหวของตาทั้งสองข้างไม่สัมพันธ์กัน และอาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันหรือการขับรถ
การดูแลโรคจึงต้องทำควบคู่กันระหว่างอายุรแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและจักษุแพทย์ โดยควบคุมระดับฮอร์โมนไทรอยด์ให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม พร้อมประเมินและรักษาความผิดปกติของดวงตา หากพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยเฉพาะช่วงที่มีการอักเสบ ยังมีโอกาสควบคุมโรคและลดความเสียหายของดวงตาได้มากกว่าการปล่อยให้เรื้อรังจนเกิดความเสียหายถาวร
ทั้งนี้ กลุ่มที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ชาย ผู้สูงอายุ และผู้ที่ควบคุมระดับไทรอยด์ได้ไม่ดี โดยแพทย์แนะนำว่า หากผู้ป่วยไทรอยด์เริ่มมีความผิดปกติทางตา แม้เพียงเล็กน้อย ไม่ควรมองข้าม ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะโรคไทรอยด์ขึ้นตาไม่ได้จบเพียงเรื่องความสวยงาม แต่อาจรุนแรงจนกระทบการมองเห็นได้
ปัจจุบัน Thyroid Eye Disease (TED) หรือโรคตาจากไทรอยด์ มีทางเลือกการรักษาหลากหลาย ทั้งยา การรักษาแบบมุ่งเป้า และการผ่าตัด แพทย์จะพิจารณาตามอาการ ระยะ และความรุนแรงของโรค ลดผลกระทบต่อการมองเห็นและให้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

อย่างไรก็ตามคุณภาพชีวิตเป็นเป้าหมายที่สำคัญในการดูแล ซึ่ง ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ จารุอำพรพรรณ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลศิริราช กล่าวว่า การดูแลผู้ป่วย TED อาจมีอาการตั้งแต่ตาแห้ง แสบตา ตาแดง ไปจนถึงภาพซ้อนหรือมองไม่ชัด ซึ่งกระทบการทำงาน การเดินทาง และความมั่นใจ การวินิจฉัยและรักษาเร็วช่วยดูแลทั้งการมองเห็นและคุณภาพชีวิต
สิ่งที่ทำให้ TED แตกต่างจากปัญหาด้านความสวยงามทั่วไป คือการเปลี่ยนแปลงของดวงตาอาจไม่ได้หยุดอยู่เพียงรูปลักษณ์เมื่อดวงตาแห้งและระคายเคือง ผู้ป่วยอาจใช้หน้าจอหรือทำงานได้นานลดลง หากมีภาพซ้อนก็อาจกระทบการเดินทางหรือการขับรถ ขณะที่การมองเห็นไม่ชัดย่อมส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิต บางราย การเปลี่ยนแปลงของดวงตายังส่งผลต่อความมั่นใจและการเข้าสังคม ทำให้ TED เป็นโรคที่กระทบทั้ง การมองเห็น ร่างกาย การใช้ชีวิต และสภาพจิตใจจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรรอให้ความผิดปกติชัดเจนแล้วค่อยจัดการ
“ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้กังวลเพียงเรื่องดวงตา แต่กังวลว่าจะทำงาน ใช้ชีวิต หรือพบปะผู้คนได้เหมือนเดิมหรือไม่ การวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จึงไม่ได้มุ่งดูแลเพียงการมองเห็น แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจมากขึ้น” ผศ.พญ.พิมพ์ขวัญ กล่าว

นอกจากนั้นยังได้นำเสนอกรณีศึกษาจากผู้ป่วยจริงที่อยู่ในการดูแลรักษา เพื่อสะท้อนผลกระทบของ TED ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และทำให้เห็นว่าเส้นทางของผู้ป่วยไม่ได้จบเพียงการวินิจฉัย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการส่งต่อ การเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม และการกลับไปใช้ชีวิตด้วยความมั่นใจอีกครั้ง กรณีศึกษาดังกล่าวตอกย้ำว่า การตระหนักรู้และการเข้าถึงการดูแลในเวลาที่เหมาะสมมีความหมายต่อผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม
ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดคือ “รู้เร็ว สังเกตเร็ว ส่งต่อเร็ว”
โรคไทรอยด์จึงไม่ได้จบแค่การควบคุมระดับฮอร์โมน แต่ผู้ป่วยควรใส่ใจ “ดวงตา” ไปพร้อมกันด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงของดวงตาอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่าโรคกำลังส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด และการเข้ารับการประเมินตั้งแต่เนิ่น ๆ อาจมีความสำคัญต่อการรักษาการมองเห็นและคุณภาพชีวิตในระยะยาว