บำรุงราษฏร์ ชูโมเดลการรักษาแบบองค์รวม สู่การดูแล หัวใจล้มเหลว เพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย

Last updated: 7 ส.ค. 2569  |  150 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บำรุงราษฏร์ ชูโมเดลการรักษาแบบองค์รวม สู่การดูแล หัวใจล้มเหลว เพื่อคืนคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วย

รู้หรือไม่? โรคหัวใจและหลอดเลือด (CVDs) ยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยข้อมูลล่าสุดจาก WHO และ IHME (ปี 2023) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตสูงถึง 19.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของการเสียชีวิตทั้งหมดทั่วโลก

สำหรับประเทศไทย สถานการณ์น่ากังวลไม่แพ้กันผู้ป่วยสะสมพุ่งสูงขึ้น โดยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค (ปี 2568) เผยมีผู้ป่วยสะสมสูงถึง 2.6 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง   อัตราการเสียชีวิตน่าตกใจในปี 2565 มีผู้เสียชีวิตราว 70,000 ราย หรือเฉลี่ย 8 คนในทุกๆ 1 ชั่วโมง  


หลายคนเข้าใจว่า "โรคหัวใจ" จะส่งสัญญาณเมื่อเกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง แต่ความจริงแล้ว ภาวะหัวใจล้มเหลวซึ่งเป็นหนึ่งในโรคหัวใจที่อันตรายที่สุด มักเริ่มต้นด้วยอาการใกล้ตัวที่ถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นเหนื่อยง่ายกว่าปกติ อ่อนเพลียเรื้อรัง ขาบวมต่อเนื่องไม่หาย หรือสาเหตุจากโรคเบาหวาน ความดัน  จนหลายคนคิดว่าเป็นเพียงผลจากอายุที่มากขึ้นหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอนี่คือสัญญาณเตือนของภาวะหัวใจล้มเหลวที่ไม่ควรมองข้าม   ถึงแม้ภาวะหัวใจล้มเหลวจะเป็นโรคร้ายแรง แต่ปัจจุบันสามารถรักษาและชะลอการดำเนินของโรคได้ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการรักษาแบบองค์รวมที่มีทีมสหสาขาวิชาชีพร่วมกันวางแผนการรักษาในทุกขั้นตอน


พญ.ปิยฉัตร  พิพัฒนพงศ์โสภณ  แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ หัวใจล้มเหลวและการปลูกถ่ายหัวใจโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ กล่าวว่า ภาวะหัวใจล้มเหลวเป็นโรคที่ไม่ควรมองข้าม เพราะหากสังเกตอาการผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคและฟื้นคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

สัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่ อาการขาบวมต่อเนื่อง เหนื่อยง่าย หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ หากโรครุนแรงอาจเกิดภาวะน้ำท่วมปอด ความดันโลหิตต่ำ หมดสติ และเสี่ยงเสียชีวิตได้   ในผู้ป่วยระยะวิกฤติ ทีมแพทย์จะให้ยาพยุงความดันโลหิตร่วมกับยาขับปัสสาวะเพื่อลดภาระการทำงานของหัวใจ หากอาการไม่ตอบสนองต่อยา หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย ตับวาย หรือหัวใจล้มเหลวรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต รวมถึงพิจารณาการปลูกถ่ายหัวใจในผู้ป่วยวิกฤติ  ทางโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มีความพร้อมในการใช้นวัตกรรม เครื่องมือพยุงการทำงานของหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต เข้ามาช่วยประคองอาการทันที เพื่อปกป้องอวัยวะสำคัญและเพิ่มโอกาสให้หัวใจกลับมาฟื้นตัว  

พญ.ปิยฉัตร  ยังกล่าวอีกว่า  “ด้วยมาตรฐานของโรงพยาบาล โดยเฉพาะการรักษาแบบองค์รวมที่มีทีมสหสาขาวิชาชีพ ทั้งแพทย์เฉพาะทาง พยาบาล และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้การวินิจฉัยมีความแม่นยำ วางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม และเลือกแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยในแต่ละราย ตั้งแต่การรักษาด้วยยา การใช้เครื่องพยุงหัวใจ ไปจนถึงการปลูกถ่ายหัวใจในผู้ป่วยที่วิกฤต   ดังนั้น การสังเกตอาการผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและรีบพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เข้ารับการรักษา คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยชะลอการดำเนินของโรค ลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้อีกครั้งสามารถทำกิจวัตรประจำวันหรือใช้เวลากับครอบครัวได้เหมือนเดิม”

ชูจุดแข็งการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพแบบไร้รอยต่อ ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในช่วง 7–8 ปีที่ผ่านมาด้วยอัตราการรอดชีวิต 100%


สถาบันโรคหัวใจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ นำแนวคิด Heart Team มาใช้ในการดูแลผู้ป่วยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยง วินิจฉัยโรค วางแผนการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูร่างกายและติดตามผลระยะยาว โดยมีอายุรแพทย์โรคหัวใจ ศัลยแพทย์หัวใจ พยาบาล เภสัชกร นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด และผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสาขาร่วมกันออกแบบแนวทางรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโชว์ศักยภาพการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤต ตอกย้ำความสำเร็จผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจในช่วง 7–8 ปีที่ผ่านมาด้วยอัตราการรอดชีวิต 100% ชูจุดแข็งการทำงานของทีมสหสาขาวิชาชีพแบบไร้รอยต่อตลอด 24 ชั่วโมง และเทคโนโลยีพยุงชีพขั้นสูง

ในวงการแพทย์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีอาจเป็นปัจจัยสำคัญ แต่สำหรับการรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวขั้นวิกฤต สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “เวลา” และ “ความร่วมมือของทีมแพทย์”


ร.ต.อ. นพ. สกลวัชร  มนต์ไตรเวศย์  แพทย์เฉพาะทางด้านอารุยศาสตร์ โรคหัวใจ  มัณฑนากรหัวใจและหลอดเลือด  ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการดูแลผู้ป่วยวิกฤตว่า เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤต ทีมแพทย์จะประเมินแนวทางรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งการใช้ยา การทำหัตถการ การใช้เทคโนโลยีพยุงการทำงานของหัวใจ เช่น ECMO และ Impella หรือในรายที่จำเป็นอาจพิจารณาการปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งทุกขั้นตอนต้องอาศัยความร่วมมือของทีมผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาที่ทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดเฝ้าระวังผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิตและลดภาวะแทรกซ้อน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการรักษาไม่ได้สิ้นสุดลงในห้องผ่าตัด หลังพ้นภาวะวิกฤต ผู้ป่วยยังได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำกายภาพบำบัด การวางแผนโภชนาการ การปรับยา การติดตามอาการ และการให้คำแนะนำแก่ครอบครัว เพื่อให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ


ด้าน นพ.พัชร อ่องจริต แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ได้เปรียบเปรยกระบวนการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจไว้อย่างน่าสนใจว่า “ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน” เนื่องจากเป็นการรักษาทางเลือกสุดท้ายที่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนจะทำได้ และมีข้อจำกัดเรื่องเวลาที่บีบคั้นอย่างที่สุด

นพ.พัชร อธิบายว่า นับจากวินาทีที่หัวใจของผู้บริจาคถูกนำออกมา กระบวนการประสานงาน นำส่ง และผ่าตัดปลูกถ่ายไปยังผู้รับ ต้องเสร็จสิ้นภายในเส้นตายเพียง 4 ชั่วโมงเท่านั้น ทุกขั้นตอนตั้งแต่สภากาชาดไทย ทีมรับส่ง และทีมแพทย์ในห้องผ่าตัด จึงต้องทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อและห้ามเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่วินาทีเดียว

นอกจากความพร้อมของบุคลากรแล้ว โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ยังถือเป็น โรงพยาบาลเอกชนแห่งเดียวในไทยที่ได้รับอนุญาตจากสภากาชาดไทยให้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ พร้อมด้วยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูง เช่น การใช้เครื่อง ECMO ร่วมกับ Impella (เครื่องพยุงหัวใจขนาดเล็ก) เพื่อช่วยพยุงและฟื้นฟูหัวใจผู้ป่วยวิกฤตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

จากประสบการณ์การผ่าตัดหัวใจที่ยาวนานกว่า 20–30 ปี ผลลัพธ์ที่พิสูจน์ถึงความแม่นยำและความเข้มแข็งของทีมแพทย์บำรุงราษฎร์คือ ตลอดระยะเวลา 7–8 ปีที่ผ่านมา ไม่พบเคสผู้เสียชีวิตจากการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจเลยแม้แต่รายเดียว ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยและความพร้อมสูงสุดในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจทุกระดับความรุนแรง ให้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง

อย่าปล่อยให้หัวใจส่งสัญญาณเตือน รู้เร็ว รักษาไว  

 

 

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้