Last updated: 29 พ.ค. 2569 | 64 จำนวนผู้เข้าชม |
ทุกวันนี้ คนไทยไม่ได้ป่วยแค่ “โรคเดียว” อีกต่อไป
หลายคนเริ่มเผชิญทั้งโรคหัวใจ เบาหวาน ความดัน หรือปัญหาระบบทางเดินหายใจไปพร้อมกันในวัยที่น้อยลง ขณะที่ฝุ่น PM2.5 ความเครียด การพักผ่อนน้อย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ กำลังทำให้ “โรคซับซ้อน” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระบบสุขภาพไทย สิ่งที่น่าสนใจคือ ปรากฏการณ์นี้กำลังเปลี่ยน “โมเดลธุรกิจโรงพยาบาล” ไปพร้อมกัน
จากเดิมที่โรงพยาบาลเอกชนแข่งขันกันด้วยจำนวนสาขา วันนี้หลายแห่งเริ่มขยับเข้าสู่การแข่งขันด้าน “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง” และ “ผลลัพธ์การรักษา” มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มโรคเรื้อรังและโรคซับซ้อนที่ต้องใช้ทีมแพทย์หลายสาขาดูแลร่วมกัน

ภาพดังกล่าวสะท้อนผ่านทิศทางใหม่ของ “โรงพยาบาลวิมุต” โรงพยาบาลเอกชน ที่ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่ “Integrated Specialty Hospital” หรือโรงพยาบาลเฉพาะทางแบบบูรณาการ ในโอกาสครบรอบ 5 ปี พร้อมชูโมเดล “Multidisciplinary Care” ดึงทีมแพทย์สหสาขาร่วมวางแผนรักษาผู้ป่วยแบบเฉพาะบุคคล
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง แต่ รพ.วิมุต กลับมีรายได้ไตรมาสแรกปี 2569 เติบโต 19% สะท้อนว่า “ธุรกิจสุขภาพเฉพาะทาง” กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามแข่งขันใหม่ของอุตสาหกรรมโรงพยาบาลไทย

นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด มองว่า ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากการแข่งขันด้าน “ขนาด” ไปสู่การแข่งขันด้าน “ความชำนาญ”
“ผู้เล่นที่ยังเติบโตได้ดี คือผู้เล่นที่เลือกสนามโต หรือ Selective Growth โดยเฉพาะกลุ่มที่มีจุดแข็งด้านบริการเฉพาะทาง เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่องการรักษา แต่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ คุณภาพชีวิต และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น”
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา รพ.วิมุต พบว่า คนไทยกำลังเผชิญโรคที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต มลภาวะ และภาวะสังคมสูงวัย หลายโรคเกิดเร็วขึ้นและเชื่อมโยงกันในผู้ป่วยคนเดียว โรงพยาบาลจึงเลือกโฟกัส 5 กลุ่มโรคสำคัญที่กระทบคุณภาพชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ได้แก่ โรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูกและข้อ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ สุขภาพผู้หญิงและมะเร็งเต้านม

หนึ่งในกลุ่มโรคที่น่ากังวลที่สุดคือ “โรคระบบทางเดินหายใจ” ที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 การสูบบุหรี่ และมลภาวะในเมือง ส่งผลให้ผู้ป่วยมะเร็งปอด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง และโรคปอดอักเสบเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ป่วยจำนวนมากมักไม่รู้ตัวในระยะแรก รพ.วิมุต จึงนำเทคโนโลยีอย่าง Low-dose CT Scan, Bronchoscopy และ EBUS เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัย เพื่อค้นหาโรคได้เร็วขึ้นและลดความจำเป็นในการผ่าตัดใหญ่
ขณะที่ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” เริ่มพบในคนอายุน้อยลงจากความเครียด การพักผ่อนน้อย และโรคเรื้อรังสะสม หลายกรณีไม่แสดงอาการจนเกิดภาวะรุนแรงอย่างหัวใจวายหรือหลอดเลือดตีบ โรงพยาบาลได้นำเทคโนโลยีอย่าง TAVI หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจผ่านสายสวน และ MICS หรือการผ่าตัดหัวใจแผลเล็ก เข้ามาช่วยลดความเจ็บปวดและระยะเวลาพักฟื้นของผู้ป่วย
อีกหนึ่งปัญหาที่เพิ่มขึ้นชัดเจนคือ “โรคกระดูกและข้อ” ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เริ่มพบมากขึ้นในวัยทำงานจากพฤติกรรมนั่งนานและการใช้ชีวิตแบบ Sedentary Lifestyle โดย รพ.วิมุต ใช้เทคนิคผ่าตัดส่องกล้องและ Minimally Invasive Surgery เพื่อช่วยให้แผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวไวขึ้น

เช่นเดียวกับ “โรคระบบทางเดินอาหารและตับ” โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่เริ่มพบในคนอายุน้อยมากขึ้น โรงพยาบาลจึงเน้นการตรวจคัดกรองผ่าน Colonoscopy ตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป เพื่อเพิ่มโอกาสรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ด้าน “สุขภาพผู้หญิงและมะเร็งเต้านม” ซึ่งยังเป็นมะเร็งอันดับ 1 ของผู้หญิงไทย รพ.วิมุต มองว่าการรักษาในยุคใหม่ไม่ได้มองแค่การกำจัดโรค แต่ต้องดูแลทั้งสภาพจิตใจ ความมั่นใจ และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะยาว จึงใช้แนวทาง Personalized Treatment และการผ่าตัดสงวนเต้านมร่วมกับทีมแพทย์สหสาขา

นพ.สุวาณิช เตรียมชาญชูชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการเป็น Specialty Hospital คือ “Multidisciplinary Care” หรือการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์หลายสาขา เพราะโรคในปัจจุบันมักเชื่อมโยงกันทั้งด้านร่างกาย พฤติกรรม และคุณภาพชีวิต
“ผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวนมากมักมีเบาหวาน ความดัน หรือโรคไตร่วมด้วย หากรักษาเฉพาะอาการใดอาการหนึ่ง อาจรักษาได้ไม่ยั่งยืน เราจึงให้ความสำคัญกับการวางแผนรักษาร่วมกันระหว่างแพทย์หลายสาขา เพื่อออกแบบการดูแลที่เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน”
การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้ยังมาพร้อมกลยุทธ์ 3E ได้แก่ Expertise, Experience และ Expansion โดยเน้นทั้งการยกระดับความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ การเชื่อมระบบบริการสุขภาพผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม และการขยายฐานลูกค้าองค์กร ประกัน และผู้ป่วยต่างชาติ
ปัจจุบันกลุ่มผู้ป่วยต่างชาติของ รพ.วิมุต โดยเฉพาะตลาดเมียนมาและเอเชียใต้ เติบโตสูงถึง 141% และ 70% ตามลำดับ ขณะที่ลูกค้ากลุ่มประกันและองค์กรก็เติบโตต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งหมดสะท้อนว่า “ธุรกิจสุขภาพ” ในยุคใหม่อาจไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องจำนวนผู้ป่วยหรือจำนวนสาขาอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุคที่ผู้บริโภคมองหา “คุณภาพชีวิตระยะยาว” มากกว่าการรักษาเฉพาะหน้า และนี่อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เริ่มเปลี่ยนบทบาทจาก “สถานที่รักษาคนป่วย” ไปสู่ “ระบบดูแลสุขภาพระยะยาว”
บทใหม่ของ รพ.วิมุต กับการเป็น Integrated Specialty Hospital สะท้อนว่า การรักษาโรคซับซ้อนในยุคนี้คือการดูแล “คุณภาพชีวิต” ของผู้ป่วยในระยะยาว แนวทางรักษาจึงต้องออกแบบเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการป้องกันตั้งแต่ต้น เพราะการตรวจพบโรคในระยะเริ่มต้นไม่เพียงเพิ่มโอกาสรักษาให้หาย แต่ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในระยะยาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในโอกาสฉลองครบรอบ 5 ปี รพ.วิมุต ยังเปิดตัวแคมเปญ “The Mega Health Deal” ภายใต้แนวคิด “ตรวจวันนี้ คุ้มค่ากว่าที่เคย” ผ่านแพ็กเกจตรวจสุขภาพราคาพิเศษครอบคลุมทุกช่วงวัย โดยแพ็กเกจเริ่มต้นราคา 1,500 บาท และแพ็กเกจหลักราคา 5,500 บาท พร้อมเลือกรับสิทธิ์ตรวจเพิ่มเติมได้ 1 รายการ อาทิ ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยเครื่อง 3D Digital Mammogram ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและหาเชื้อ HPV DNA รวมถึงตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (EST)
นอกจากนี้ยังมีแพ็กเกจตรวจเชิงลึกด้านระบบทางเดินอาหารและตับ ราคาเริ่มต้น 19,500 บาท รวมถึงแพ็กเกจ Add-on สำหรับคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ เพื่อรองรับแนวโน้มโรค NCDs และโรคมะเร็งที่เพิ่มขึ้นในคนไทย
แคมเปญดังกล่าวเปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2569 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://shorturl.at/hWIAD