Last updated: 31 มี.ค. 2569 | 268 จำนวนผู้เข้าชม |
ปัญหาขยะทะเล ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสกปรกอย่างเดียวแต่ยังเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรงโดยเฉพาะ อวน เครื่องมือประมงที่ชำรุด หรือเสื่อมสภาพ และถูกทิ้งไว้ในทะเล แม้จะหมดอายุการใช้งานแล้วแต่อวนเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่ดักจับสัตว์น้ำต่อไปโดยไร้การควบคุม สร้างความเสียหายต่อปะการังและสัตว์ทะเลอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากกรีนพีช ระบุว่า ทุกปีมีอวนใช้แล้ว ถูกทิ้งลงทะเลมากถึง 640,000 ตัน คิดเป็น 10 % ของปริมาณขยะทะเลทั้งหมด ผลกระทบที่เกิดขึ้น ยังทำลายชีวิตสัตว์ทะเลทั่วโลกกว่า 100,000 ตัวต่อปี ที่ต้องตายจากการติดอวนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น โลมา เต่าทะเล และสัตว์น้ำหายากอีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อแนวปะการังใต้ท้องทะเล

จากภาพที่คุ้นตาของกองอวนเก่าที่ถูกทิ้งไว้ตามชายฝั่ง กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจเมื่อชัญญาภัธต์ แก้วโสภา และคนในชุมชนเริ่มมองเห็น คุณค่า ในสิ่งที่ถูกมองว่าไร้ประโยชน์ แนวคิด “เปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า” จึงถูกนำมาต่อยอดด้วยการนำอวนเก่ามาแปรรูปเป็น“ สินค้าไลฟ์สไตล์รักษ์โลก” ตั้งแต่กระเป๋า เครื่องประดับ ไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน

แนวคิดนี้ได้จุดประกายขึ้นกลายเป็น แรงบันดาลใจสำคัญในการนำอวนเก่าที่ถูกมองข้าม มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือทิ้ง แต่ยังสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตคนในชุมชนอย่างยั่งยืน
สินค้า Upcycle ที่เชื่อมสิ่งแวดล้อม ชุมชนและตลาดยุคใหม่
ชัญญาภัธต์ แก้วโสภา ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Live Like a Local เธอเล่าย้อนว่า ก่อนเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว เคยดำเนินกิจการบังกะโลและร้านกาแฟในภูเก็ต แต่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จึงปรับตัวสู่โมเดลธุรกิจใหม่ที่สอดรับกับกระแสรักษ์โลก

ตั้งแต่เด็กคุ้นเคยกับภาพชาวประมงนั่งซ่อมอวนอยู่เป็นประจำ ภาพเหล่านั้นไม่เพียงสะท้อนวิถีชีวิต แต่ยังทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งของปัญหา อวนจำนวนมากเมื่อหมดอายุการใช้งาน จำนวนไม่น้อยมักถูกทิ้งกลายเป็นขยะทะเลโดยไร้ประโยชน์ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยความกังวลว่าอวนเหล่านี้อาจไหลลงสู่ทะเลและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เธอจึงเริ่มนำวัสดุเหลือใช้ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นสินค้าในรูปแบบ Upcycle เพิ่มมูลค่าจากของที่เคยไร้ค่าให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใช้งานได้จริง

การดำเนินธุรกิจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตสินค้า แต่ยังเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชน โดยชาวประมงเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดทักษะการถักอวน ขณะที่กลุ่มแม่บ้านในพื้นที่ร่วมกันผลิตงานแฮนด์เมด เช่น กระเป๋าและของตกแต่งรูปสัตว์ทะเล ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน
สินค้ารักษ์โลก...โมเดลธุรกิจที่เติบโตบนความยั่งยืน

ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา แบรนด์สามารถพัฒนาสินค้าได้เกือบ 40 รูปแบบ โดยจุดเด่นอยู่ที่ความแข็งแรงของวัสดุที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน ส่งผลให้แนวทางการออกแบบเน้นความเรียบง่าย ทันสมัย และไม่ยึดติดกับกระแสแฟชั่นระยะสั้น
ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค พบว่ากลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมในช่วงอายุ 35–60 ปี ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณค่าของสินค้า มากกว่ารูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว
สร้างรายได้ชุมชน ควบคู่กับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม
นอกเหนือจากการช่วยลดปริมาณขยะทะเล ธุรกิจดังกล่าวยังมีบทบาทในการสร้างรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน สะท้อนแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

ปัจจุบันมีการนำอวนเก่ามารีไซเคิลแล้วมากกว่า 2,000 กิโลกรัม และยังคงเดินหน้าพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเน้นช่องทางการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Facebook Live Like a Local , Instagram Live Like a Local และ TikTok Live Like a Local
ธุรกิจที่มากกว่า “แฟชั่น” คือ “คุณค่าระยะยาว”

การเติบโตของ “กระเป๋าจากอวน” ในวันนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างสินค้าแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนภาพของธุรกิจยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ พร้อมสร้าง “คุณค่าร่วม” ที่ส่งต่อประโยชน์ในระยะยาวอย่างแท้จริง