บริษัทอาหารทั่วโลก เผชิญความท้าทายด้าน "สิทธิมนุษยชน" ทางออกที่ดีอยู่ตรงไหน

Last updated: 3 ก.ย. 2566  |  223 จำนวนผู้เข้าชม  | 

บริษัทอาหารทั่วโลก เผชิญความท้าทายด้าน "สิทธิมนุษยชน" ทางออกที่ดีอยู่ตรงไหน

บริษัท ป่าสาละ จำกัด พร้อมด้วยพันธมิตร ทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารจากบริษัทชั้นนำมาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับแนวโน้มและความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานอาหาร ในหัวข้อ “Human Rights Trends and Challenges in Food Supply Chain in Asia” โดยวัตถุประสงค์ของเสวนาในครั้งนี้เพื่อสร้างบทสนทนาระหว่างบริษัทอาหารและผู้ทำวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานอาหาร หรือ Food Supply Chain

โดยมี Shift ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนมาร่วมแบ่งปันมุมมองด้านกฎหมายในการตรวจสอบธุรกิจด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม (Corporate Sustainability Due Diligence หรือ CS3D)

Tammy Vallejo, Advisor และ Federico Burlon, Deputy Director of Business Engagement จาก Shift องค์กรไม่แสวงกำไร ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน กล่าวถึงร่างกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนรอบด้านของสหภาพยุโรป หรือ HRDD (Human Rights Due Diligence) ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจและสร้างความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างภาระให้บริษัทเริ่มดำเนินการตรวจสอบ หรือนำการตรวจสอบบรรจุอยู่ในนโยบายของบริษัท

จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการกว่า 37 รายทั่วโลกในงานวิจัย From Policy to Partnership ของ Shift ได้สรุปผลความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนที่แต่ละบริษัทเจอร่วมกัน 5 ประการ คือ 1. ความคาดหวังด้านความยั่งยืนถูกโอนความรับผิดชอบไปให้ซัพพลายเออร์ ซึ่งขาดความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างซัพพลายเออร์และตัวบริษัทเอง 2. แทนที่จะเป็นการมอบรางวัลหรือสร้างแรงจูงใจ หลายบริษัทกลับเลือกใช้บทลงโทษแก่ซัพพลายเออร์หรือลูกจ้าง 3. ลูกจ้างหรือซัพพลายเออร์ขาดแรงสนับสนุนจากบริษัทนายจ้าง 4. บริษัทมักไม่ค่อยได้ตรวจสอบนโยบายหรือรูปแบบธุรกิจว่าสร้างผลกระทบต่อซัพพลายเชนอย่างไรบ้าง 5. บริษัทพยายามทำความเข้าใจคุณค่าของการมีส่วนร่วมที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียของตน

แม้การตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนจะส่งผลดีแก่บริษัท สังคม ทางด้านความยั่งยืน แต่บริษัทต่างก็ต้องเผชิญกับผลกระทบด้านลบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ด้าน Federico Burlon ได้เผยถึงแนวคิดที่ธุรกิจสามารถนำไปเตรียมตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น นั่นคือ “การเยียวยา (Remedy)” โดยยกตัวอย่างแนวปฏิบัติที่น่าสนใจ เช่น การเตรียมตัวล่วงหน้า ไม่รอจนกว่าจะเกิดความเสียหายแล้วค่อยแก้ไข ทำความเข้าใจที่จะรับมือความเสียหายในรูปแบบที่แตกต่าง หรือร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ องค์กรต่างๆ ในการรับมือการเยียวยานั้น

ด้าน สฤณี อาชวานันทกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ป่าสาละ จำกัด หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของโปรแกรม Fair for All (F4A) นำเสนอความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานอาหารในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ครอบคลุม 16 ห่วงโซ่อาหารในวิจัยสังเคราะห์ (Synthesis Report) โดยใช้ข้อมูลจากงานวิจัยขององค์กรพาร์ตเนอร์ภาคประชาสังคมทั้ง Prakarsa และ SAAPE มาสำรวจการเปิดเผยนโยบายของการส่งออกอาหารจากประเทศต่างๆ เช่น น้ำมันปาล์ม อาหารทะเล การประมง ชา กาแฟ และข้าว โดยยกตัวอย่างห่วงโซ่อาหารทะเลจากศรีลังกา บังคลาเทศ และปากีสถาน งานวิจัยพบความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนหลายประการ ทั้งการละเมิดกฎหมายและสิทธิแรงงาน แรงงานผู้หญิงโดนเอารัดเอาเปรียบ อคติทางเพศ ค่าแรงต่ำ การใช้แรงงานเด็ก การเข้าไม่ถึงระบบสาธารณูปโภคและระบบทางการแพทย์ของแรงงาน

ปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้อำนวยการด้านความยั่งยืน ภูมิภาคเอเชีย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทอาหารทะเลรายใหญ่ระดับโลก ที่มีแผนการปรับอุตสาหกรรมอาหารทะเลผ่าน Seachange แผนการปรับรูปแบบในอุตสาหกรรมอาหารทะเล โดยจะใช้เงินลงทุนจากกำไรในปี 2022 กว่า 7.2 พันล้านบาทเพื่อความยั่งยืนในอีก 8 ปีข้างหน้า สำหรับเป้าหมาย 2 ประการ คือ ประการแรกเพื่อผู้คน ที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน และประการที่สองเพื่อโลก ที่มุ่งเน้นการเคลื่อนไหวทางภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพโดยเฉพาะทางทะเล และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งประเด็นทั้งสองนี้ถูกแบ่งออกมาเป็นภารกิจที่สำคัญของบริษัท 11 ข้อ เช่น จัดหาแหล่งวัตถุดิบอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) ทั้งเรือประมงและฟาร์มอาหารทะเล ภายในปี 2023 ให้ผู้หญิงมีตำแหน่งผู้จัดการถึง 50% ภายในปี 2023 หรือจะปล่อยมลพิษสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เป็นต้น นอกจากนี้ ซัพพลายเชนของบริษัทมีจรรยาบรรณและหลักปฏิบัติ เช่น ไม่มีการบังคับใช้แรงงาน ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก จ่ายเงินอย่างยุติธรรม และดูแลแรงงานข้ามชาติอย่างครบวงจร

นอกจากนี้ ปราชญ์เผยกรอบการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของไทยยูเนี่ยนที่ประกอบไปด้วย 6 เสาหลักสำคัญที่ดัดแปลงจากเกณฑ์ของ UNGP คือ 1. กลยุทธ์ เป้าหมายและนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทที่มีเป็นพื้นฐาน 2. ความเข้าใจความเสี่ยงในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัท 3. หาทางลดความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่จะเกิดขึ้นและมีผลกระทบกับการดำเนินงาน 4. ตรวจหาความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนด้วยการใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5. จัดหาวิธีการเยียวยาที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่จะได้รับผลกระทบ และ 6. การตรวจสอบว่าสาธารณชนและผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้