Last updated: 21 ต.ค. 2569 | 56 จำนวนผู้เข้าชม |
ถามคำถามเดิมซ้ำ ๆ ลืมนัดหมาย หรือหลงทางในสถานที่คุ้นเคย อาจเป็นสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม แต่ความหลงลืมไม่ได้หมายถึงอัลไซเมอร์เสมอไป บำรุงราษฎร์ชวนทำความเข้าใจสัญญาณเตือน แนวทางตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ความก้าวหน้าของการรักษาเพื่อชะลอโรคในระยะแรก และการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอัลไซเมอร์และครอบครัว( Beyond Memory Care) ด้วยทีมแพทย์ 4 สาขา
จากสถิติขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่า ทั่วโลกมีผู้มีภาวะสมองเสื่อมประมาณ 57 ล้านคน และมีผู้ป่วยรายใหม่เกือบ 10 ล้านคนต่อปี โดยโรคอัลไซเมอร์เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 60–70% ของผู้มีภาวะสมองเสื่อมทั้งหมด สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า สุขภาพสมองไม่ใช่เรื่องไกลตัว และเป็นเรื่องที่ทุกครอบครัวควรทำความเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ สำหรับประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญภาระจากโรคอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นตามการเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยงานวิจัยในประเทศไทยที่เผยแพร่ใน Value in Health ปี 2025
อัลไซเมอร์ไม่ใช่แค่เรื่องความจำ

ผศ.นพ.ภรัณยู จูละยานนท์ แพทย์เฉพาะทางด้านประสาทวิทยา ศูนย์โรคสมองเสื่อมและพฤติกรรมทางสมอง โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคทางสมองที่เกี่ยวข้องกับการสะสมของโปรตีนเบต้าอะไมลอยด์ (Beta-amyloid) และโปรตีนเทา (Tau) ซึ่งสัมพันธ์กับความเสียหายของเซลล์สมองและการเสื่อมถอยของความสามารถด้านความคิดและความจำ ในระยะแรก ผู้ป่วยอาจมีปัญหาในการจำเหตุการณ์ใหม่ ๆ ลืมนัดหมาย หรือถามเรื่องเดิมซ้ำ ๆ เมื่อโรคดำเนินต่อไป อาจเริ่มมีปัญหาด้านภาษา การรับรู้ทิศทาง การตัดสินใจ และการทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงมีความเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และพฤติกรรม เช่น หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือไม่สนใจกิจกรรมที่เคยชอบ
อย่างไรก็ตาม การประเมินโรคไม่ได้พิจารณาจากคะแนนความจำเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูความเปลี่ยนแปลงจากความสามารถเดิมของผู้ป่วย ตลอดจนผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและความสามารถในการช่วยเหลือตนเองด้วย
5 ขั้นตอนสำคัญ ช่วยค้นหาสาเหตุของความหลงลืม

การตรวจประเมินอย่างเหมาะสมช่วยให้แพทย์แยกโรคอัลไซเมอร์ออกจากสาเหตุอื่นที่อาจรักษาหรือแก้ไขได้ โดยทั่วไปประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
1. ซักประวัติผู้ป่วยและคนใกล้ชิด แพทย์จะสอบถามว่าเริ่มมีอาการตั้งแต่เมื่อใด เกิดบ่อยเพียงใด และส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร รวมถึงประวัติโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่ ข้อมูลจากคนในครอบครัวมีความสำคัญ เพราะบางครั้งผู้ป่วยอาจไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของตนเอง
2. ตรวจร่างกายและระบบประสาท เพื่อค้นหาความผิดปกติอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาการเคลื่อนไหวหรือสัญญาณของโรคทางระบบประสาท
3. ประเมินความจำและสมรรถภาพสมอง แพทย์จะทดสอบความจำ สมาธิ ภาษา และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เพื่อประเมินว่ามีความผิดปกติด้านใดและมากน้อยเพียงใด
4. ตรวจภาพสมองและตรวจเลือดตามข้อบ่งชี้ การตรวจ MRI หรือ CT Scan ช่วยค้นหาความผิดปกติของสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมองหรือก้อนเนื้องอก ขณะที่การตรวจเลือดอาจช่วยค้นหาสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์หรือการขาดวิตามิน B12
5. ตรวจสารชีวภาพเพื่อช่วยยืนยันโรคในผู้ป่วยที่เหมาะสม
ปัจจุบันมีการตรวจสารชีวภาพ (Biomarkers) เช่น การตรวจน้ำไขสันหลัง การตรวจ Amyloid PET Scan และการตรวจเลือดหาโปรตีนที่เกี่ยวข้องกับโรค เช่น p-tau217 ซึ่งช่วยเพิ่มข้อมูลประกอบการวินิจฉัย โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีตรวจให้เหมาะสมกับอาการ ข้อบ่งชี้ และบริบทของผู้ป่วยแต่ละราย การตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาเตรียมตัว วางแผนการรักษา และพิจารณาทางเลือกในการดูแลได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
แพทย์แนะดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์แบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยและครอบครัว เน้นปรับวิถีชีวิตชะลอโรค

ในมุมมองของ เวชศาสตร์ผู้สูงอายุระบุว่าการประเมินการดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องมองในภาพรวมหรือแบบองค์รวม พญ.ลิลลี่ ชัยสมพงษ์ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ''เน้นย้ำว่า การประเมินปัญหาความจำในผู้สูงอายุควรมองสุขภาพอย่างรอบด้าน ทั้งร่างกาย จิตใจ สมอง และความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน ภาวะซึมเศร้า การนอนไม่หลับ การใช้ยานอนหลับเป็นเวลานาน และยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้บางประเภท อาจส่งผลต่อความตื่นตัวและความจำได้ นอกจากนี้ ปัญหาต่อมไทรอยด์และการขาดวิตามิน B12 ก็เป็นปัจจัยที่ควรได้รับการประเมินตามความเหมาะสม อีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามคือสุขภาพช่องปากและโภชนาการ ผู้สูงอายุที่มีปัญหาฟัน เคี้ยวอาหารลำบาก รับประทานอาหารได้น้อย หรือน้ำหนักลดลงต่อเนื่อง ควรได้รับการตรวจประเมิน เพราะภาวะขาดสารอาหารอาจกระทบต่อสุขภาพกายและการทำงานของสมองได้ ขณะเดียวกัน การสูญเสียคู่ชีวิต ความโดดเดี่ยวทางสังคม และการได้ยินที่ลดลง อาจส่งผลต่ออารมณ์และการสื่อสาร การประเมินปัจจัยเหล่านี้จึงช่วยให้แพทย์ค้นหาสาเหตุได้ตรงจุด และวางแผนแก้ไขสิ่งที่สามารถปรับปรุงได้ ''
สำหรับการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเน้นว่า “การรักษาผู้ป่วย 1 คน คือการรักษาคนทั้งครอบครัว” เนื่องจากโรคส่งผลต่อจิตใจและสร้างความวิตกกังวลให้แก่ญาติผู้ดูแล ทีมแพทย์จึงต้องเป็นเสมือนพาร์ทเนอร์ของครอบครัว คอยให้ความรู้และคำแนะนำอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ผู้ดูแลเข้าใจโรคและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดระยะการดำเนินของโรค
ในระยะเริ่มต้น ควรเน้นดูแลสุขภาพโดยรวมและควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความดันโลหิต ไขมันในเลือด เบาหวาน โรคไต และคุณภาพการนอนหลับ พร้อมตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อช่วยชะลอการดำเนินของโรค เมื่อเข้าสู่ระยะกลางและเริ่มมีปัญหาพฤติกรรม ควรเน้นการดูแลแบบไม่ใช้ยา รวมถึงฝึกอบรมผู้ดูแล (Caregiver) ให้รับมือกับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม พร้อมป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น ประเมินภาวะกระดูกพรุน ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงในการหกล้ม และให้ทีมฟื้นฟูอย่างนักกายภาพบำบัดและนักบำบัดการกลืนเข้ามาช่วยรักษาสมรรถภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองได้นานที่สุด
ส่วนระยะสุดท้าย ต้องวางแผนการดูแลให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละครอบครัว โดยแพทย์ประสานงานกับครอบครัวและทีมโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันตัดสินใจเรื่องการรักษาพยาบาลจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
สิ่งสำคัญของการดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์จึงอยู่ที่ความร่วมมือระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์ โดยครอบคลุมตั้งแต่การประเมินสุขภาพ การปรับวิถีชีวิต การป้องกันภาวะแทรกซ้อน ไปจนถึงการดูแลระยะท้าย เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดในแต่ละช่วงของโรค
ความก้าวหน้าของยา เปิดทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะแรก

พญ.อุมามน พวงทอง แพทย์เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุ โรคความจำและสมองเสื่อม โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าของยารักษาโรคอัลไซเมอร์กลุ่มใหม่ที่มุ่งลดการสะสมของโปรตีนเบต้าอะมิลอยด์ในสมอง ช่วยชะลอการดำเนินของโรคและคงความสามารถด้านการคิดและความจำให้นานที่สุด
ยากลุ่มนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางความจำและผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระยะแรก โดยต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างแม่นยำผ่านการตรวจสารชีวภาพ (Biomarker) หรืออมิลอยด์เพ็ทสแกน ปัจจุบันประเทศไทยมียาชนิดนี้ 1 ชนิด เป็นยาฉีดที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทุก 2 สัปดาห์ และติดตามอาการอย่างใกล้ชิดตลอด 18 เดือน ทั้งนี้ ยาไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่ช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้
นอกจากความจำที่ถดถอย ผู้ป่วยยังอาจมีอาการทางอารมณ์และพฤติกรรม หรือ BPSD (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia) ) ซึ่งเกิดจากการสะสมของเบต้าอมิลอยด์ในสมองมานาน 10-20 ปี จนเกิดการอักเสบและทำให้เซลล์สมองตาย นำไปสู่ความบกพร่องของสารเคมีในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้า วิตกกังวล หูแว่ว หลงผิด ขาดความยับยั้งชั่งใจ ซื้อของซ้ำ ๆ หรือมีปัญหาการนอนหลับ ซึ่งสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของสมองจากการดำเนินของโรค แนวทางดูแลควรเริ่มจากการปรับสภาพแวดล้อม จัดกิจวัตรให้สม่ำเสมอ เพิ่มแสงสว่างในบ้าน และตรวจหาปัจจัยทางร่างกายที่อาจกระตุ้นอาการ เช่น อาการท้องผูก หากยังไม่ดีขึ้นจึงพิจารณาใช้ยาตามความเหมาะสม โดยเป้าหมายคือช่วยให้ผู้ป่วยมีความสุข ลดความวิตกกังวล และบรรเทาความเครียดของผู้ดูแล ไม่ใช่ทำให้ผู้ป่วยซึมหรือนิ่งเฉย พร้อมติดตามและปรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง
โภชนาการที่เหมาะสม ช่วยพยุงสุขภาพกายและสมอง

ด้าน พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์เฉพาะทางด้านอายุรศาสตร์และโภชนาศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุว่า ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ที่มีอาการมากขึ้นมักรับประทานอาหารได้น้อยลงและน้ำหนักลด เสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร จึงควรประเมินพฤติกรรมการกินและค้นหาสาเหตุที่แก้ไขได้ เช่น ปัญหาช่องปากและฟัน ท้องผูก หรือผลข้างเคียงจากยา รวมถึงตรวจเลือดเพื่อค้นหาภาวะขาดวิตามินและแร่ธาตุสำคัญ เช่น วิตามิน B12 วิตามิน D วิตามิน B1 โฟลิก ธาตุเหล็ก และสังกะสี
การปรับอาหารอาจเริ่มจากการจัดมื้อเล็กแต่บ่อยขึ้น เพิ่มพลังงานและโปรตีนให้เพียงพอ เลือกอาหารที่นุ่มและเคี้ยวง่าย รวมถึงปรับเนื้อสัมผัสและความข้นหนืดให้เหมาะกับความสามารถในการกลืน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสำลัก ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตร่วมด้วย หากผู้ป่วยมีปัญหาการกลืนหรือรับประทานอาหารทางปากได้ไม่ปลอดภัย ควรให้ทีมรักษาประเมินและหารือกับครอบครัวถึงแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ ความเสี่ยง และเป้าหมายการดูแลของผู้ป่วยแต่ละราย
ดูแลสมองตั้งแต่วัยกลางคน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว

แม้ยังไม่สามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ทั้งหมด แต่การดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วัยกลางคน ทั้งการควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน และไขมันในเลือด งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับให้เพียงพอ ตลอดจนกระตุ้นสมองและรักษาความสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนเป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้
ขณะเดียวกัน การดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ต้องมองให้ไกลกว่าปัญหาความจำ ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย จิตใจ พฤติกรรม โภชนาการ และความปลอดภัย โดยมีครอบครัวและทีมแพทย์ร่วมกันวางแผนการดูแลให้เหมาะสมกับแต่ละระยะของโรค
แม้การตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะไม่สามารถหยุดยั้งโรคได้ทั้งหมดแต่ช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีเวลาเตรียมพร้อม เข้าถึงทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม และใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีคุณภาพได้ยาวนานที่สุด