Last updated: 30 เม.ย 2569 | 71 จำนวนผู้เข้าชม |
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ฉายภาพชัดกลางเวทีงาน การประชุมวิชาการประจำปี สวทช. (NAC2026) ว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเรื่องของประเทศร่ำรวยเท่านั้น แต่คือ “ทางรอด” ของไทยในวันที่ต้นทุนพลังงานพุ่งสูง และค่าครองชีพบีบทุกภาคส่วน
ในการบรรยายหัวข้อ Powering Thailand’s Green Economy with Science and Innovation เขาตั้งคำถามตรงไปตรงมาในวันที่งบประมาณยังจำกัด ประเทศไทยจะเอาเงินจากไหนมาขับเคลื่อน Green Economy? คำตอบไม่ใช่การรอ “เงินก้อนใหม่” แต่คือการ “เปลี่ยนเกม” ด้วย Green Transformation

ยศชนันอธิบายว่า หากไทยยังไม่เริ่มเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง เราจะไม่มีวันไปถึงเศรษฐกิจสีเขียวอย่างแท้จริง เพราะ Green Economy ไม่ใช่แค่เป้าหมายปลายทาง แต่คือ “กลไก” ที่จะดึงเม็ดเงิน การลงทุน และโอกาสใหม่ๆ เข้าสู่ประเทศ
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การปรับระบบ อว. ให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว ตั้งแต่งานวิจัย เทคโนโลยี ไปจนถึงการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ทั้งแข่งขันได้และยั่งยืน “ถ้าไม่เริ่มวันนี้ เราจะไม่มีวันมีงบไปทำวันหน้า” นี่คือสิ่งที่เขาย้ำ ซึ่งจะทำให้ Green Transformation ไม่ใช่ทางเลือกแต่ คือ “เงื่อนไขจำเป็น” ของเศรษฐกิจไทย ในจังหวะที่โลกกำลังรีเซ็ตกติกาใหม่ ด้วยแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยกลไกดังต่อไปนี้
สานต่อโมเดล BCG สู่เศรษฐกิจเพื่อสุขภาวะ (Wellness Economy)

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ประกาศจุดยืนว่า รัฐบาลจะเดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจ BCG ต่อไปโดยไม่ทิ้งรากฐานเดิม แต่จะยกระดับสู่ “Wellness Economy” ที่เชื่อมคุณภาพชีวิตเข้ากับเศรษฐกิจ ตั้งแต่อากาศสะอาด อาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ สาระสำคัญไม่ได้หยุดแค่คำว่า “สีเขียว” แต่ลงลึกถึงทั้งห่วงโซ่มูลค่า ธุรกิจคาร์บอนต่ำต้องโปร่งใสและเป็นธรรม ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงแรงงานเพราะความยั่งยืนในมุมของเขา ไม่ใช่แค่ลดคาร์บอน แต่ต้อง “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ขับเคลื่อน 2 เครื่องยนต์เศรษฐกิจเพื่อปากท้อง

ขณะเดียวกัน กระทรวง อว. วางหมากเศรษฐกิจไทยผ่าน “2 เครื่องยนต์” เดินคู่กันเครื่องแรกคือการอัปเกรดของเดิม ตั้งแต่เกษตรแม่นยำ อุตสาหกรรม ไปจนถึงบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน ส่วนเครื่องที่สองคือการเร่งสร้างอุตสาหกรรมอนาคต ทั้งอวกาศและยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อเปิดเกมใหม่ให้ประเทศ
Net Zero คือความมั่นคงของชาติ (National Security)
ในโลกที่กติกาการค้าถูกเขียนใหม่ “คาร์บอน” กลายเป็นกำแพงภาษีที่มองไม่เห็น เขาเตือนชัดว่า หากไทยไม่เร่งปรับตัว โอกาสทางเศรษฐกิจจะหายไปทันที เป้าหมาย Net Zero จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือ “ความมั่นคงของชาติ” เพราะยิ่งปล่อยให้ปัญหาคาร์บอนสะสม ความเสียหายจะยิ่งทวีคูณจนควบคุมไม่ได้

ศ. ดร.ยศชนัน ยังอธิบายอีกว่า “เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) คือ จุดเดียวที่จะหยุดยั้งการทวีคูณของความเสียหายได้ เพราะหากไม่สามารถลดผลกระทบให้เป็นศูนย์ได้ ท้ายที่สุดประเทศก็จะไม่อาจอยู่รอดได้"
ฉีกตำราวิจัยเดิม โลกวิกฤตไม่มีเวลาให้รอ
ศ. ดร.ยศชนัน ชี้ประเด็นสำคัญว่า สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอย่างเร่งด่วนคือ “วิธีคิดงานวิจัย” โมเดลเดิมที่เริ่มจากห้องแล็บแล้วค่อยหาตลาด ถูกมองว่าช้าเกินไปเพราะโลกปัจจุบันโดยเฉพาะเรื่อง Climate Change มันคือวิกฤตที่ รอไม่ได้ ต้องใช้กลยุทธ์ Backcasting คือ การตั้งเป้าหมายของประเทศในปี ค.ศ. 2030 ไว้ก่อน แล้วถอยกลับมาออกแบบงานวิจัยให้ตอบโจทย์จริง ใช้งบประมาณเพื่อแก้ “ความเดือดร้อนของ” ประชาชนว่ากำลังเดือดร้อนในเรื่องใดเป็นหลัก การจัดสรรงบประมาณจะต้องมุ่งเน้นเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนที่แท้จริง"
วางบทบาท อว. จากผู้ช่วยสู่ "คลังสมอง"และพลังการทูตวิทยาศาสตร์
ศ. ดร.ยศชนัน ส่งสารถึงนักวิจัยและวิศวกรทั่วประเทศว่า ในยามที่ไทยเผชิญวิกฤต เราจะอยู่เฉยไม่ได้! หน้าที่ของทุกคนคือการเป็น Think Tank หรือคลังสมองเพื่อยกระดับรายได้ของคนทั้งประเทศ แม้เป้าหมายนี้จะฟังดูเหมือน "เพ้อฝัน" แต่เขาย้ำว่า "ต้องทำ เพราะนี่คือเหตุผลที่เราเรียนมา เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปด้วยกัน" โดย อว.กำหนดบทบาทไว้ 3 :มิติ

1. Ecosystem Builder (ผู้สร้างระบบนิเวศ): สร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน จนใครๆ ก็อยากลุกขึ้นมาสร้างสรรค์ผลงาน
2. System Integrator (ผู้บูรณาการระบบ): เลิกต่างคนต่างทำ แต่ต้องเชื่อมโยงทุกจิ๊กซอว์จากทุกภาคส่วนให้กลายเป็นภาพใหญ่ภาพเดียวกัน
3. Accelerator (ตัวเร่งการขยายผล):สนับสนุนให้นักนวัตกรออกไประดมทุนต่างประเทศหากตลาดไทยยังไม่พร้อม ที่น่าสนใจคือการชูนโยบาย วิทยาศาสตร์แบบเปิด (Open Science) และการใช้ การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) โดยจับมือกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้กลยุทธ์ "แกะรอยจากสิทธิบัตร" (Patent) มาต่อยอดนวัตกรรม ไม่ต้องเสียเวลาเริ่มจากศูนย์ แต่ใช้ทางลัดจากองค์ความรู้ระดับโลกมาสร้างความได้เปรียบให้ไทย
ยืนบนไหล่ยักษ์ เลิกเสียท่าขายไอพีราคาถูก

อีกบทเรียนที่สำคัญคือการ “เลิกขายของดีราคาถูก” ศ. ดร.ยศชนัน ยกบทเรียนความผิดพลาดในอดีต กรณีขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เพียง 5 ล้านบาท ทั้งที่มูลค่าจริงอาจสูงถึง 50 ล้านบาท พร้อมย้ำให้นักวิจัยต้องวาง “ทางออก” ของงานวิจัยให้ชัดตั้งแต่ต้น โดยเฉพาะงานพัฒนายาซึ่งมีความท้าทายและ ใช้เงินลงทุนมหาศาลระดับพันล้านบาท นักวิจัยอาจไม่สามารถพัฒนาได้จนจบเอง จึงต้องประเมินจังหวะหยุดและขายเทคโนโลยีตั้งแต่ระยะแรก เพื่อลดความเสี่ยง
พร้อมกันนี้เสนอให้ปรับแนวคิดการตีพิมพ์งานวิจัยแบบ “พุ่งเป้า” สู่เวทีโลก เพื่อดึงดูดกลุ่มทุนรายใหญ่ให้เข้ามาต่อยอด แทนการรอเพียงการอ้างอิงในเชิงวิชาการ และเตือนให้ระวังนักลงทุนที่เข้ามากว้านซื้อเทคโนโลยีไปเก็บไว้เพื่อสกัดคู่แข่ง
ในเชิงโครงสร้าง กระทรวง อว. เตรียมผลักดัน สวทช. เป็น “โครงสร้างพื้นฐานร่วม” เปิดพื้นที่ให้นักวิจัยทำงานขั้นแนวหน้า ทั้ง Frontier Research และ Basic Science ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลกแล้วสร้างนวัตกรรมของตัวเองได้เร็วขึ้น
“วันนี้ถ้าเรายืนบนไหล่ยักษ์ แล้วใช้มือของเราเองสร้างสรรค์ผลงาน เรียนรู้จากความสำเร็จและความผิดพลาดของโลก ประเทศจะไปข้างหน้าได้เร็ว เราเสียเวลาไม่ได้อีกแล้ว” ศ. ดร.ยศชนัน กล่าว

จากกลไกทั้งหมดที่ถูกขับเคลื่อน กระทรวง อว. ได้วาง “เป้าหมายปี 2030” ไว้อย่างชัดเจนใน 4 มิติสำคัญ ได้แก่การเพิ่ม GDP สีเขียว 3% การพัฒนาคนไทย 20 ล้านคนให้พร้อมรับโลกอนาคต การลดความเสี่ยงด้านคาร์บอนลง 30% และการสร้างนวัตกรรมที่ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริงกว่า 5,000 รายการ
ท่ามกลางแรงกดดันจากทุกทิศทาง เขาย้ำบทบาทผู้นำอย่างชัดเจน พร้อม ให้คำมั่นต่อนักวิจัยในการทำหน้าที่รับความเสี่ยงแทนว่า "ผมพร้อมเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง หากมีแรงปะทะหรือผลกระทบใดเกิดขึ้น ผมพร้อมจะเป็นผู้รับความเสี่ยงแทนเพื่อเปิดทางให้นักวิจัยทำหน้าที่เป็นกองหน้า และเดินหน้าขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มกำลัง" ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย
ในส่วนของงบประมาณรัฐในโครงการ ววน. จะเข้าไปสมทบทุนเฉพาะจุดที่มีความเสี่ยงสูงและเป็นวิทยาการใหม่ที่โลกยังไม่มี เพื่อให้นักนวัตกรไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่จากศูนย์ แต่ใช้ ‘การยืนบนไหล่ยักษ์’ ต่อยอดความสำเร็จจากทั่วโลก