หมดกังวลกับ "โรคอกบุ๋ม" รักษาได้ทั้งการผ่าตัด และไม่ผ่าตัด

Last updated: 19 ส.ค. 2566  |  196 จำนวนผู้เข้าชม  | 

หมดกังวลกับ "โรคอกบุ๋ม" รักษาได้ทั้งการผ่าตัด และไม่ผ่าตัด

โรคอกบุ๋ม หรือเรียกว่า Pectus Excavatum (Funnel chest) เป็นความผิดรูปของผนังทรวงอกที่พบบ่อยในคนทั่วไป ส่งผลทำให้บุคลิกภาพหรือความมั่นใจเสียไป โดยความผิดปกตินี้อาจพบได้ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเข้าสู่วัยรุ่น โดยโรคนี้เกิดจากการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของกระดูกอ่อนที่เชื่อมกับกระดูกหน้าอกและกระดูกซี่โครง ส่งผลทำให้หน้าอกเกิดการยุบตัว โดยผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่ในกรณีที่ภาวะนี้มีความผิดปกติอย่างรุนแรง อาจส่งผลทำให้มีอาการกดเบียดหัวใจและปอดได้ ในบางรายอาจมีการกดเบียดลิ้นหัวใจทำให้ลิ้นหัวใจรั่วและมีอาการเหนื่อยง่าย บางรายอาจมีภาวะร่วมอย่างอื่นได้เช่น กระดูกสันหลังคด หรือภาวะจากยีนผิดปกติ เช่น Marfan syndrome ได้

ผศ.นพ.ศิระ เลาหทัย จากคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวว่า โรคนี้ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด พบอัตราส่วนการเจ็บป่วย 1 ต่อ 1,000 คนและมักเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง 3-4 เท่าและอาจเจอกระดูกสันหลังคดร่วมด้วย วิธีการวินิจฉัยมักทำได้โดยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT chest) เพื่อดูสัดส่วนความกว้างยาวของบริเวณทรวงอก หรือ ที่เรียกว่า Haller index ถ้ามีอัตราส่วนมากกว่า 2.5 ถือว่ามีความผิดปกติ

ปัจจุบันวิธีการรักษาโรคนี้ รักษาได้ทั้งผ่าตัด และไม่ผ่าตัด การรักษาโดยไม่ผ่าตัดนั้น สามารถใช้อุปกรณ์ดูดผนังทรวงอก หรือ เรียกว่า Vacuum bell ซึ่งมักนิยมใช้ในผู้ป่วยที่ภาวะอกบุ๋ม แบบไม่รุนแรง กลไกการรักษาโดยวิธีจะใช้ เครื่องมือตัวนี้ทำหน้าที่ดูดบริเวณที่หน้าออกยุบขึ้นมา โดยจะค่อยช่วยอย่างช้า ๆ ซึ่งจะใช้เวลาอย่างต่ำ 1 ถึง 2 ปี ในการที่จะเห็นผล มักทำในเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 10 ขวบและภาวะอกบุ๋มไม่รุนแรง (โดยความลึกไม่มากกว่า 1.5 เซนติเมตร)

สำหรับวิธีการผ่าตัดนั้น มักจะใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะอกบุ๋มแบบรุนแรง โดยจะมีวิธีการผ่าตัดหลัก 2 วิธี คือ วิธีการผ่าตัดแบบเปิด หรือ เรียกว่า Ravitch procedure หรือ อีกวิธีที่เรียกว่า Sternal turnover โดยทั้งนี้ เปิดการผ่าตัดแบบดั้งเดิม โดยการตัดกระดูกบริเวณหน้าอกแล้วพลิกกลับหรือตัดบริเวณกระดูกอ่อนแล้วดันขึ้นมา ส่วนอีกวิธีคือ การผ่าตัดส่องกล้อง หรือที่เรียกว่า Nuss procedure เป็นการผ่าตัดส่องกล้องโดยใช้แท่งโลหะผ่านบริเวณใต้กระดูกหน้าอกแล้วดัดกระดูก โดยไม่ได้มีการตัดกระดูก โดยจะใช้เวลาดัดประมาณ 3-4 ปี หลังจากนั้นจะเอาเหล็กออก ซึ่งจะสามารถลดภาวะแทรกซ้อน และ ฟื้นตัวได้ไหวกว่าการผ่าตัดแบบเปิดอย่างเห็นได้ชัด

ภายหลังการดูแลหลังจากการผ่าตัด จะต้องสังเกตอาการ ควบคุมอาการปวดโดยยาหลายแขนง สามารถกินข้าวได้ตามปกติหลังผ่าตัด โดยแพทย์จะเฝ้าติดตามโดยการทำเอ็กซเรย์ และผู้ป่วยกลับบ้านได้ภายใน 5-7 วันและเมื่อกลับบ้านแล้ว ผู้ป่วยจะต้องลดการยกของหนัก หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาที่ใช้การปะทะ เช่น ฟุตบอล บาสเก็ตบอล สามารถเริ่มเล่นกีฬาฯ เบา ๆ เช่น วิ่งหรือว่ายน้ำ หลังผ่าตัด 6 เดือน ส่วนขั้นตอนการนำเหล็กออกจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี เป็นอย่างน้อย ขึ้นอยู่กับอายุของผู้ป่วยด้วย

ผู้ป่วยท่านใดที่สนใจสามารถเข้าไปสอบถามเพิ่มเติมผ่านเพจเฟซบุ๊กผ่าตัดปอดหรือ Lineid:@lungsurgeryth


Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้